ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot




กฎหมายสงฆ์ทั่วไป

10 ธันวาคม วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ (Constitution Day)

 

กฎหมายที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

ปอ.มาตรา 206 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี  หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปอ.มาตรา 207 ผู้ใดก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกันนมัสการหรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี  หรือปรับไม่เกินสองพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปอ.มาตรา 208  ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ  สามเณร  นักพรต  หรือนักบวชในศาสนาใด  โดยมิชอบ  เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นเช่นนั้น  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี  หรือปรับไม่เกินสองพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปอ.มาตรา 335 ทวิ  ผู้ใดลักทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูปหรือวัตถุในทางศาสนา  ถ้าทรัพย์นั้นเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน  หรือเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ  หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพระพุทธรูปหรือวัตถุดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำผิดตามวรรคแรกได้กระทำในวัด  สำนักสงฆ์  สถานอันเป็นที่เคารพในศาสนา โบราณสถานอันเป็นที่ทรัพย์สินของแผ่นดิน  สถานที่ราชการหรือพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

ปอ.มาตรา  339 ทวิ  ถ้าการชิงทรัพย์ได้กระทำต่อทรัพย์มาตรา 335 ทวิ  วรรคแรก  ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี  และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

ถ้าการชิงทรัพย์นั้นได้กระทำในสถานที่ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 335 ทวิ  วรรคสองด้วย  ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

ปอ.มาตรา 340 ทวิ  ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำในสถานที่ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 335 ทวิ วรรคแรก  ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

ถ้าการปล้นทรัพย์นั้น ได้กระทำในสถานที่ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 335 ทวิ  วรรคสองด้วย  ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

ปอ.มาตรา 147  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ  หรือรักษาทรัพย์ใด  เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน  หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต  หรือ  โดยทุจริตยินยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท (ปอ..352)

ปอ.มาตรา 161 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร  กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร  กระทำการปลอมแปลงเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่เช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี  และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท (ประกอบ ปอ..264)

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวกับพระภิกษุจะรับมรดก

ปพพ.. 1622 พระภิกษุนั้น  จะเรียกเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้  เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1745

แต่ภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้

ปพพ.. 1623  ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศนั้น  เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ  ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม

ปพพ..1624  ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่  และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น  หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้

กฎหมายที่ดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัด

มาตรา 84  การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม  วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร หรือมัสยิดอิสลาม ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี  และให้ได้มาไม่เกิน  50 ไร่

ในกรณีที่เป็นการสมควร  รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินเกินจำนวนที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกก็ได้

บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนการได้มาซึ่งที่ดินที่มีอยู่แล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ และการได้มาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลามโดยทางบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามในจังหวัดที่มีตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม

มาตรา 85  ในกรณีที่นิติบุคคลได้มาซึ่งที่ดินเกินกำหนดตามความในมาตรา 84  เมื่อประมวลกฎหมายนี้ได้ใช้บังคับแล้ว  ให้นิติบุคคลดังกล่าวจำหน่ายภายในห้าปี  ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด  ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น  และให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

กฎหมายในชีวิตประจำวัน

งานทะเบียนราษฎร์

1.การแจ้งเกิด  แบ่งออกเป็น 2  กรณี คือ

1.เกิดในบ้าน  เช่น  เกิดในโรงพยาบาล  สถานพยาบาล

2.เกิดนอกบ้าน  เช่น  ในรถ  ในเรือ

เจ้าของบ้านหรือบิดามารดา  แจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ ภายใน  15 วัน  นับแต่วันเกิด

-เกิดที่โรงพยาบาล  สถานพยาบาลเอกชน  ถือว่าเกิดในบ้าน  ให้ติดต่อขอรับสูติบัตรได้ที่สำนักทะเบียนที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลนั้นตั้งอยู่  เพื่อแจ้งย้ายไปเข้าบ้านของตนต่อไป

หลักฐาน  สำเนาทะเบียนบ้าน  บัตรประจำตัวประชาชน  ของเจ้าบ้าน  ผู้แจ้ง  บิดา  มารดา

แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา  หมายถึงการแจ้งเกิดเกิน  15  วัน  โดยนำหลักฐาน

-บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง  สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา  มารดา (ถ้ามี)  สอบสวนปากคำผู้แจ้ง  บิดา  มารดา  ขออนุมัตินายอำเภอ (ปรับไม่เกิน 1,000 บาท)

2. การแจ้งตาย  แบ่งเป็น 2 กรณี  คือ  ตายในบ้าน  และตายนอกบ้าน

ตายในบ้าน  เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตายภายใน  24  ชั่วโมง นับแต่เวลาตาย เจ้าบ้านไม่มีให้ญาติหรือผู้พบศพแจ้ง

ตายนอกบ้าน  บุคคลที่ไปกับผู้ตาย  หรือผู้พบศพแจ้งต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตายหรือพบศพหรือท้องที่ที่พึงแจ้งได้ในโอกาสแรก  ภายใน 24  ชั่วโมง  นับแต่เวลาตายหรือพบศพ

หลักฐาน  บัตรประจำตัวผู้แจ้ง  หนังสือรับรองการตาย  (ถ้ามี)  สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่คนตายมีชื่อ (ถ้ามี)

-ผู้แจ้งต้องทราบการจัดการศพ  เช่น  เก็บ  เผา  หรือฝัง  หากต้องการเปลี่ยนสถานที่เก็บ  เผา  หรือฝัง  ผู้แจ้งการตาย นำบัตรประจำตัวประชาชนและมรณบัตร  ไปยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ต้องการเก็บ  เผา  หรือฝังใหม่

3.การแจ้งการย้ายที่อยู่

3.1 การย้ายออก  แจ้งภายใน  15 วัน  นับแต่วันย้ายออก  ที่สำนักทะเบียนที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ในเขตเทศบาลแจ้งที่เทศบาล  นอกเขตแจ้งที่อำเภอ หรือเขต (กรุงเทพมหานคร)

หลักฐาน  สำเนาทะเบียนบ้าน  บัตรประจำตัวประชาชน  ของเจ้าบ้าน  ผู้แจ้ง  หนังสือมอบอำนาจจากเจ้าบ้าน  กรณีผู้แจ้งย้ายออกไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน

3.2  การแจ้งย้ายเข้า  แจ้งภายใน 15 วัน  นับแต่วันย้ายเข้า  ในเขตเทศบาลแจ้งที่เทศบาล นอกเขตแจ้งที่อำเภอ  หรือเขต  (กรุงเทพมหานคร)

3.3  การแจ้งย้ายปลายทาง  คือ  การที่ผู้ย้ายแจ้งการย้ายต่อนายทะเบียนที่เข้าอยู่ใหม่ ถ้าเป็นผู้เยาว์ให้บิดา  มารดา  เป็นผู้แจ้ง  ผู้แจ้งต้องไปร้องขอต่อนายทะเบียนด้วยตนเองพร้อมนำเจ้าบ้านไปลงนามยินยอมให้ย้ายเข้า  ในคราวเดียวกัน  โดยเสียค่าธรรมเนียม 5 บาท

หลักฐาน  บัตรประจำตัวผู้แจ้ง  บัตรเจ้าบ้าน  สำเนาทะเบียนบ้านที่แจ้งย้ายเข้า

ห้าม  แจ้งย้ายปลายทางบุคคลซึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลาง

การแจ้งย้ายปลายทาง  ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ

แบบธรรมดา  ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนส่งหลักฐานไปยังสำนักทะเบียนปลายทาง (สำนักทะเบียนที่มีชื่อ)  รอเรื่องรับแจ้งย้ายเข้า  ใช้เวลาประมาณ 15-20 วัน


พระราชบัญญัติ

ว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ  โบราณวัตถุ  และการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

(ฉบับที่ 2)   พุทธศักราช  2486

********************

บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้  หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้  ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา 4  ในพระราชบัญญัตินี้

โบราณสถานหมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้างหรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางศิลปะ  ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี

โบราณวัตถุ  หมายความว่า  สังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณ  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์  หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  หรือที่เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของโบราณสถาน  ซากมนุษย์หรือซากสัตว์  ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางศิลปะ  ประวัติศาสตร์  หรือโบราณคดี

ศิลปวัตถุ  หมายความว่า  สิ่งที่ทำด้วยฝีมือและเป็นสิ่งที่นิยมกันว่ามีคุณค่าในทางศิลปะ

พนักงานเจ้าหน้าที่  หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

อธิบดี  หมายความว่า  อธิบดีกรมศิลปากร

รัฐมนตรี  หมายความว่า  รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 5  การออกหนังสืออนุญาตและการออกใบอนุญาต  ซึ่งอธิบดีต้องกระทำตามพระราชบัญญัตินี้  อธิบดีจะมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ใดเป็นผู้กระทำแทนสำหรับท้องที่นั้นก็ได้ การมอบหมายให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ข้อ 1  แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ  ฉบับที่  308 (..2515)  ให้เพิ่มความขึ้นเป็นมาตรา 7 ทวิ ดังต่อไปนี้

มาตรา 7 ทวิ  ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการก่อสร้างอาคารภายในเขตของโบราณสถาน  ซึ่งอธิบดีได้ประกาศขึ้นทะเบียน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี

ในกรณีที่มีการปลูกสร้างอาคารโดยมิได้รับอนุญาต  ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งระงับการก่อสร้างและให้รื้อถอนอาคารหรือส่วนแห่งอาคารนั้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง

ผู้ใดขัดขืนไม่ระงับการก่อสร้างหรือรื้อถอนอาคารหรือส่วนแห่งอาคารนั้นได้  โดยเจ้าของผู้ครอบครองหรือผู้ปลูกสร้างไม่มีสิทธ์เรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีแก่ผู้รื้อถอนไม่ว่าด้วยประการใดทั้งสิ้น

สัมภาระที่รื้อถอน  ถ้าเจ้าของไม่ขนย้ายออกไปจากเขตโบราณสถานภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่รื้อถอนเสร็จ  ให้อธิบดีจัดการขายทอดตลาดสัมภาระนั้น  เงินที่ได้จากการขาย  เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและการขายแล้วเหลือเท่าใดให้คืนให้เจ้าของสัมภาระนั้น

มาตรา 8  บรรดาโบราณสถานซึ่งอธิบดีกรมศิลปากรได้จัดทำบัญชีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน  ศิลปวัตถุ  โบราณวัตถุ  และการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ให้ถือว่าเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

มาตรา  9  โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว  และเป็นโบราณสถานที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายชำรุด  หักพัง หรือเสียหาย  ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโบราณสถานนั้นแจ้งการชำรุด  หักพัง  หรือเสียหาย  เป็นหนังสือไปยังอธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เกิดชำรุด  หักพัง  หรือเสียหายนั้น

มาตรา  10  ห้ามมิให้ผู้ใดซ่อมแซม  แก้ไข  เปลี่ยนแปลง  โบราณสถานหรือขุดค้นสิ่งใด ๆภายในโบราณสถาน  เว้นแต่จะกระทำตามคำสั่งของอธิบดีหรือได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี  และถ้าหนังสืออนุญาตนั้นกำหนดเงื่อนไขไว้ประการใด  ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นด้วย

ข้อ 2  แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ  ฉบับที่  308 (..2515)  ให้เพิ่มความขึ้นเป็นมาตรา  10 ทวิ ดังต่อไปนี้

มาตรา  10  ทวิ  พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในโบราณสถานเพื่อตรวจดูว่าได้มีการซ่อมแซม  แก้ไข  เปลี่ยนแปลงโบราณสถาน  หรือมีการขุดค้นสิ่งใด ๆ หรือปลูกสร้างอาคารภายในบริเวณโบราณสถานหรือไม่  ในการนี้ให้พนักงานเจ้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดวัตถุที่มีเหตุอันสมควรสงสัยว่าเป็นวัตถุที่ได้มาจากการขุดค้นในบริเวณโบราณสถานได้

การตรวจ  ยึด  หรืออายัดตามความในวรรคหนึ่ง  ให้กระทำได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก  และเมื่อดำเนินการตรวจ  ยึด หรืออายัดแล้ว  ในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรีให้รายงานต่ออธิบดี  ในเขตจังหวัดอื่นให้รายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดีเพี่อทราบ

มาตรา  11  โบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วนั้น  แม้ว่าจะเป็นโบราณสถานที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย  ก็ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ทำการซ่อมแซมหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการบูรณะหรือรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมได้  แต่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทราบก่อน

มาตรา  12  ในกรณีที่มีการโอนโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว  ผู้โอนจะต้องแจ้งการโอนเป็นหนังสือ  โดยระบุชื่อ  และที่อยู่ของผู้รับโอน  และวันเดือนปีที่โอนไปยังอธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันโอน

 

 

พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ

บรรดากฎหมาย  กฎ  และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้  หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้  ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา  4  ในพระราชบัญญัตินี้

ป่าหมายความว่า  ที่ดินรวมตลอดถึง  ภูเขา ห้วย  หนอง  คลอง  บึง  บาง  ลำน้ำ  ทะเลสาบ  เกาะ  และที่ชายทะเลที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย

ป่าสงวนแห่งชาติหมายความว่า ป่าที่ได้กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้

ไม้หมายความว่า  ไม้ทุกชนิดทั้งที่เป็นต้น  กอหรือเถา  ไม้ไม่ว่าจะยังยืนต้นหรือล้มลงแล้ว  และหมายความรวมตลอดถึงราก  ปุ่ม  ตอ  หน่อ กิ่ง  ตา  หัว  เหง้า  เศษ  ปลาย  หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของไม้  ไม่ว่าจะถูกตัด  ฟัน เลื่อย  ผ่า  ถาก  ถอน  ขุด  หรือกระทำโดยวิธีการอื่นใด

ของป่าหมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่า  เป็นต้นว่า

(1) ไม้ฟืน  ถ่าน  เปลือกไม้  ใบไม้  ดอกไม้  เมล็ด  ผลไม้  หน่อไม้  ชันไม้  และยางไม้

(2) หญ้า  อ้อ  พง  แขม  ปรือ  คา  กก  กระจูด  กล้วยไม้  กูด  เห็ด  และพืชอื่น

(3) ซากสัตว์  ไข่  หนัง  เขา  นอ งา  กราม  ขนาย  กระดูก  ขน  รัง  รังนก  ครั่ง  รังผึ้ง  น้ำผึ้ง  ขี้ผึ้ง  และมูลค้างคาว

(4) ดิน  หิน  กรวด  ทราย  แร่และน้ำมัน

สัตว์เลี้ยง  หมายความว่า  ช้าง  ม้า  ลา  ล่อ  โค  กระบือ  แพะ  แกะ  และสุกร  ที่มีเจ้าของ

ทำไม้  หมายความว่า  ตัด  ฟัน  กาน  โค่น  ลิด  เลื่อย  ถาก  ผ่า  ทอน  จุด  หรือชักลากไม้ที่มีอยู่ในป่า  หรือนำไม้ที่มีอยู่ในป่าออกจากป่าด้วยประการใด ๆ

 

การควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติ

มาตรา  14  ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดิน  ก่อสร้าง  แผ้วถาง  เผาป่า  ทำไม้  เก็บหาของป่าหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ  อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพ ป่าสงวนแห่งชาติ  เว้นแต่

(1)  ทำไม้หรือเก็บหาของป่า  ตามมาตรา  15  เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยตามมาตรา  16  กระทำการตามมาตรา  17  ใช้ประโยชน์ตามมาตรา  18  หรือกระทำการตามมาตรา  19  หรือมาตรา  20

(2)  ทำไม้หวงห้าม หรือเก็บหาของป่าหวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้

ความในมาตรา  14  เดิมถูกยกเลิกโดยมาตรา  4  แห่ง  ...(ฉบับที่ 3)  .. 2528  และใช้ความใหม่  ดังต่อไปนี้แทน

มาตรา  14  ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ  ครอบครอง  ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน  ก่อสร้าง  แผ้วถาง  เผาป่า  ทำไม้  เก็บหาของป่า  หรือกระทำด้วยประการใด ๆ  อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ  เว้นแต่

(1)  ทำไม้หรือเก็บหาของป่าตามมาตรา  15  เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยตามมาตรา  16  มาตรา  16  ทวิ  หรือมาตรา  16  ตรี  กระทำการตามมาตรา  17  ใช้ประโยชน์ตามมาตรา  18  หรือกระทำการตามมาตรา  19  หรือมาตรา  20

(2)  ทำไม้หวงห้ามหรือเก็บหาของป่าหวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้

มาตรา  15  การทำไม้หรือการเก็บหาของป่า  ในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่  หรือเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศอนุญาตไว้เป็นคราว ๆ  ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแห่งหนึ่งแห่งใด  โดยเฉพาะ

การอนุญาตให้เป็นไปตามแบบ  ระเบียบ  และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา  16  อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลใดเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้เป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลา  และตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสืออนุญาต

ถ้าการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามวรรคหนึ่งเป็นการอนุญาตแก่บุคคลผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการใด ๆ  เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยการทำเหมืองแร่  หรือให้ขุดดินขาวหรือทำการระเบิดและย่อยหินตามประมวลกฎหมายที่ดิน  ให้ผู้รับอนุญาตนั้นได้รับยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตเก็บหาของป่าและไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงของป่าตามพระราชบัญญัตินี้  สำหรับแร่  ดินขาว  หรือหินแล้วแต่กรณี

ความในมาตรา  16  เดิม  ถูกยกเลิกไปโดยมาตรา  5  แห่ง   ...(ฉบับที่  3)  .. 2528  และให้ใช้ความใหม่แทนดังต่อไปนี้

มาตรา  16  อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลหนี่งบุคคลใดเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) การเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติคราวละไม่น้อยกว่าห้าปี  แต่ไม่เกินสามสิบปี  ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ  จะอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือบางส่วน  ตามที่เห็นสมควรก็ได้

(2)  การเข้าทำประโยชน์เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่  คราวละไม่เกินสิบปี  โดยให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตเก็บหาของป่า  และไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงของป่าตามพระราชบัญญัตินี้สำหรับแร่  ดินขาว  หรือหินแล้วแต่กรณี

การขออนุญาตและการอนุญาตตามวรรคหนึ่ง  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

...(ฉบับที่  3)  ..2528  มาตรา  6  ให้เพิ่มความมาตรา  16  ทวิ  และมาตรา  16  ตรี  ดังต่อไปนี้

มาตรา  16  ทวิ  ในกรณีที่ป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมด  หรือบางส่วน  มีสภาพเป็นป่าไร่ร้างเก่า  หรือทุ่งหญ้า  หรือเป็นป่าที่ไม่มีไม้มีค่าขึ้นอยู่เลย  หรือมีไม้มีค่าที่มีลักษณะสมบูรณ์เหลืออยู่เป็นส่วนน้อย  และป่านั้นยากที่จะกลับฟื้นคืนดีตามธรรมชาติ  ทั้งนี้โดยมีสภาพตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี  ให้ถือว่าป่าสงวนแห่งชาติในบริเวณดังกล่าวเป็นป่าเสื่อมโทรม

ถ้าทางราชการมีความจำเป็นต้องปรับปรุงฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม  ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดเขตป่าเสื่อมโทรมทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ

ในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ  ถ้าบุคคลใดได้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตดังกล่าวอยู่แล้วจนถึงวันที่ประกาศกำหนดตามวรรคสอง

(1)  เมื่อบุคคลดังกล่าวร้องขอ  และอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเห็นว่าบุคคลนั้นยังมีความจำเป็นเพื่อการครองชีพ  อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้บุคคลดังกล่าวทำประโยชน์ และอยู่อาศัยต่อไปในที่ที่ได้ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยอยู่แล้วนั้นได้  แต่ต้องไม่เกินยี่สิบไร่ต่อหนึ่งครอบครัวและมีกำหนดเวลาคราวละไม่น้อยกว่าห้าปีแต่ไม่เกินสามสิบปี  ทั้งนี้โดยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับคราวแรก  คราวต่อ ๆ ไปต้องเสียค่าธรรมเนียม

(2)  บุคคลซึ่งได้รับอนุญาตตาม  (1)  อาจขออนุญาตปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นในที่ที่ตนเคยทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติเพิ่มเติมจากที่ได้รับอนุญาตแล้ว  โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าตนมีความสามารถและมีเครื่องมือ  อุปกรณ์ที่จะปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นตามที่ขอเพิ่มนั้นได้  อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้ปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นได้  แต่ต้องไม่เกินสามสิบห้าไร่ต่อหนึ่งครอบครัว  และมีกำหนดเวลาคราวละไม่น้อยกว่าห้าปี  แต่ไม่เกินสามสิบปี  และต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนดไว้

การได้รับอนุญาตตามวรรคสาม  มิให้ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน

                                    วิธีการเผยแผ่

การเผยแผ่  เป็นวิชาชีพของพระสงฆ์  เป็นวิธีการขยายผลแห่งหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ให้อำนวยประโยชน์แก่ชาวโลกกว้างขวางขึ้น  และดำรงพระพุทธศาสนาไว้ให้มั่นคง  ถ้าพระสงฆ์ไม่ช่วยเผยแผ่  ย่อมทำให้พระธรรมวินัยเสื่อมสูญนั้นหมายถึง  พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไป  หรือเผยแผ่ผิด ๆ  ย่อมทำให้พุทธศาสนาถูกทำวิปริตเข้าใจผิด  หรือบางทีเอาศาสนาความเชื่อลัทธิอื่นมาเผยแผ่แทนก่อความงมงาย  ส่งผลร้ายแก่ชาวโลกเพิ่มกว่าเก่าเข้าไปอีก  พระพุทธองค์จึงตรัสกำชับให้ระมัดระวังว่า  การที่ภิกษุไม่เรียน  ไม่ท่องไม่จำ  ไม่ปฏิบัติไม่สอนธรรมโดยเคารพ  เป็นการทำความเลอะเลือน  เสื่อมสูญสลายแห่งพระสัจธรรม  จึงจำเป็นต้องระมัดระวังและช่วยกันศึกษา  เล่าเรียนท่องจำ  ทบทวน  ปฏิบัติ  ฝึกหัด  ทดลอง  และเอามาสั่งสอนเผยแผ่โดยเคารพ

พระสงฆ์จะเผยแผ่  ต้องเตรียมหาทุนรอนให้เพียงพอก่อนคือ ต้องเล่าเรียน  ปฏิบัติ  สังเกต  ทดลอง  พิสูจน์  ทำความเข้าใจให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องเข้าใจกระจ่างชัดไม่ผิดพลาดก่อนจึงนำไปเผยแผ่  ถ้าโง่จะเอาอะไรไปเผยแผ่  มีแต่จะขายขี้เท่อ

รูปแบบการเผยแผ่  การเผยแผ่อาจแบ่งออกเป็น    ลักษณะ 

.  การพูด  เป็นรูปการที่ง่ายที่สุด  แต่ก็ยากที่สุด  ถ้าพูดไม่เป็น  เขาไม่ฟัง

.  การใช้สื่อ  เป็นอุปกรณ์ช่วยที่ดี  ผู้ที่พูดไม่เป็น  ยังใช้สื่อพูดแทนได้  แต่ต้องลงทุนแพง  ทำเป็นใช้เป็น

.  การปฏิบัติให้ดู  เป็นรูปแบบที่เผยแผ่ได้ดีที่สุด  แต่เราไม่ค่อยสนใจ  ส่วนใหญ่มักมองข้าม

การพูด  ต้องฝึกพูดได้หลาย ๆ แบบ  คือ

เทศนา                   -ตั้งกระทู้บรรยายด้วยเทศนาโวหาร  ตามลักษณะงาน

อภิปราย                -แสดงความคิดเห็นโดยอิสระตามหัวข้อกำหนด

บรรยาย                 -อธิบายตามหัวข้อกำหนดมุ่งให้ได้เนื้อหาวิชาการ

ปาฐกถา                -แสดงความคิดเห็นโดยอิสระตามหัวข้อกำหนด

ปราศรัย                 -พูดจา  ผูกสนิท  แสดงข้อคิดที่ชวนให้นิยมชมชอบ

สัมโมทนียกถา     -คือปราศรัยแบบพระสงฆ์  เรียกว่าสัมโมทนียกถา  พูดให้ร่าเริงยินดี  นิยมชมชอบ

อนุโมทนา             -ตอบขอบคุณ  ขอบใจ

สุนทรพจน์           -กล่าวแสดงความคิดเห็นอันคมคาย  ลึกซึ้ง

โต้วาที                  -เสนอความคิดและคัดค้านฝ่ายตรงข้าม  ด้วยลีลาเร้าใจในประเด็นที่ตั้งขึ้น

ปุจฉาวิสัชชนา      -เทศนาถามตอบด้วยโวหารนักเทศน์

อุปนิสินนกถา -ภาษาเยี่ยมเยือนทักทายไต่ถามทุกข์สุข  ปลอบใจ  ผูกไมตรีนอกจากนี้ยังมีอีกหลายลักษณะ  กรุณาค้นคว้าหา  และฝึกหัดว่าให้ถูกลักษณะนั้น ๆ

 

ต้องฝึกพูดให้ได้หลายภาษา  เพื่อเอาไปใช้สื่อความหมายให้ผู้ฟังรับได้  คือภาษาราชการ  ภาษาชนเผ่าน้อย  ภาษาชนบท  ภาษาวัยรุ่น  ภาษาเด็กอนุบาล  ภาษาผู้จำศีล  ภาษาช่างปูน  ช่างเขียน  ช่างยนต์  ช่างคอมพิวเตอร์  ช่างถ่ายรูป  ภาษาแพทย์  ภาษาตำรวจ  ภาษาทหาร  ภาษานักโทษ  ภาษานักการเมือง  ภาษานักวิชาการ  ภาษานักบริหาร  ภาษาพระสงฆ์  ภาษาตลาด  ภาษากุ๊ยข้างถนน  ภาษาต่างประเทศ  ภาษาไฟไหม้  ลมพัด  น้ำไหล  กบเขียดร้อง แต่ละภาษาให้สื่อความหมายชัดเจนคมคายไม่วกวนมีหลักฐานอ้างอิงเหตุผลเฉียบขาดพอดีกับระดับคนฟัง

 

พูดให้เขาชอบ  พูดให้เขาเชื่อ  พูดให้เขาช่วย  อย่าพูดให้เขาชัง

การใช้สื่อ  พระนักเผยแผ่  ควรจะรู้จักเทคโนโลยีการใช้สื่อเผยแผ่ต่าง ๆ ทั้งลักษณะการผลิต  การจัดหา  การใช้งาน  การบำรุงรักษา  และพัฒนารูปแบบให้ทันสมัย  ซึ่งจะทำได้หลายชนิด  คือ

.  หนังสือตำรา  บทความ  แผ่นปลิว  ควรจะเป็นนักเขียนบทความ  แต่งตำราได้  รู้จักขบวนการผลิต  พิมพ์  อาร์ตเวิร์ค  การตรวจปรู๊ฟ  การคิดค้นพิมพ์ออกมาใช้งาน  การจัดทำห้องสมุดที่อ่านหนังสือ  การดูแลรักษาใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด  นักเผยแผ่ควรทำตามโอกาสที่อำนวยให้  บางวัดสามารถออกวารสาร  หนังสือพิมพ์ประจำได้ก็นับว่าเยี่ยม

.   เครื่องเสียง  ควรเป็นนักบรรยาย  อัดเทปบทความ  ทำห้องอัดเสียง  ทำเทปรายการเผยแผ่  จำหน่ายจ่ายแจก  ออกรายการทางสถานีได้

.  หอกระจายข่าว  อันนี้มีประโยชน์มาก  เมื่อต้องการแก้ปัญหาอะไร  ก็เอาบทความเปิดออกเสียงตามสาย  บรรยายย้ำซ้ำทุกวันจนชาวบ้านรู้เรื่อง  ยังไม่รู้เรื่องก็เปิดซ้ำทุกวัน  จะแก้ปัญหาได้ในที่สุด

.  เครื่องเทปวีดีโอ  ควรมีเครื่องรับ  เครื่องอัดวีดีโอรายการธรรมออกโทรทัศน์  อัดบันทึก  ก๊อปปี้  มีช่างถ่ายทำวีดีโอไปช่วยถ่ายทำออกจำหน่าย  ฉาย  เผยแพร่ได้

.  นิทรรศการรูปถ่าย  ควรเป็นนักสะสมถ่ายรูปภาพกิจกรรม  สื่อเผยแพร่ธรรม  จัดบอร์ดป้ายนิทรรศการออกแสดงในงานต่าง ๆ ได้

.  เขียนภาพการ์ตูน  เขียนโปสเตอร์  คัทเอาท์  แผ่นป้ายโฆษณา  ภาษิต  คติธรรม  คำขวัญ  คำคม  หลักธรรมต่าง ๆ ใช้เองได้

.  ปั้นภาพปริศนาธรรม  เขียนจิตรกรรมฝาผนัง  อธิบายธรรมด้วยภาพได้ยิ่งดี

.   พิพิธภัณฑ์  เผยแผ่ด้วยวัตถุ  สิ่งของ  เช่น  นิทรรศการ  บริขาร ๘  ก็เอาบริขาร ๘มาตั้งแสดงในมุมมองที่เหมาะสม  อธิบายธรรมประกอบ  แม้การช่วยจัดห้องจริยะให้โรงเรียนต่าง ๆ  วัดควรเข้าไปดูแลจัดทำให้ดี ๆ  จะได้ประโยชน์มาก

.  ห้องสมุด  เดี๋ยวนี้ก็นิยมจัดทำห้องสมุดวัด  ที่อ่านหนังสือประจำบ้าน  พระสงฆ์เราควรทำเป็นอย่างยิ่ง

๑๐.  ภาพยนตร์ ไม่แนะนำให้ใช้เพราะลงทุนสูงมาก  ล้าสมัย  เจ๊งมามากแล้ว  แต่ถ้ามีอยู่  ก็เอามาใช้

๑๑.  โปรเจ๊คเตอร์  สไลด์  ควรถ่ายสไลด์เป็น  มีเครื่องฉาย  มีจอฉาย  ออกฉายได้ง่ายกว่าภาพยนต์  แต่ต้องพากย์เป็นด้วย  ถึงจะทันใจคนดู

๑๒.  โอเวอร์เฮด  แผ่นใส  ฉายข้ามศีรษะ  เครื่องนี้ใช้ง่าย  เขียนภาพทำภาพ  หรือบทความประกอบได้ประหยัดดีด้วย  ควรรู้จักผลิตแผ่นใส  รู้จักฉาย  รู้จักบรรยาย  พากย์ประกอบต้องฝึกใช้ให้เป็น

๑๓.  การจัดระบบนิทรรศการแสงเสียง  (Light and Sound)  แสดงเหตุการณ์  เช่น  ภาพยนตร์  ยุทธการแม่น้ำแคว  แต่อันนี้คงขาดทุนป่นปี้มากกว่าได้เผยแผ่ธรรม  ถ้าช่วยกันคิดค้นคว้าวางแผนดี ๆ  คงได้ผลมากเหมือนกัน 

๑๔.  ดนตรีธรรม  เทป  เพลงธรรม  เช่น  ค่าน้ำนม  ออกเผยแพร่  หรือแต่งเพลงไว้ร้องประกอบเข้าในวงปี่พาทย์  คงพอทำได้  แต่ไม่ควรตั้งวงสตริง  วงร็อค  วงป๊อบ  วงเธค  เพราะเป็นการทำลายวัฒนธรรมไทย

๑๕.  หนังกระดาษ  อย่างอาจารย์นักบรรยายบางท่านทำประกอบคำบรรยายก็นับว่าเป็นสื่อเผยแพร่ได้ดีทีเดียว

๑๖.  สติ๊กเกอร์คำขวัญคติธรรม  จำหน่าย  แจกจ่ายจะดีกว่าผ้ายันต์ที่แจกติดรถเป็นไหน ๆ

๑๗.  ปฏิทินแขวน  ตั้งโต๊ะ  ไดอารี่  การ์ดอวยพร  ทำจำหน่ายก็ดี

๑๘.  สินค้าเผยแผ่ธรรม  เช่นข้าวสารสงเคราะห์ชาวบ้านราคาถูก  ประทับตราวัดที่ดัง ๆ  คงจะดีพอ ๆ กัน  กับข้าวประชากรไทย  หรือทำสมุดนักเรียนราคาถูก  รูปวัด  รูปพระดีกว่ารูปดารานักร้องเป็นไหน ๆ  แม้กระทั่งหีบศพ  สงเคราะห์ศพไร้ญาติ  ราคาทุน  ก็น่าจะจำหน่ายสงเคราะห์ได้  สื่อต่าง ๆ นี้  อาจคิดค้นได้อีกเยอะมากมายหลากหลายแล้วแต่ท่านจะมีปฏิภาณสร้างสรรค์ขึ้นมา

๑๙.  และที่สำคัญอย่างที่จะลืมไม่ได้ก็คือ  เอาสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ต่อหน้ามาเป็นอุปกรณ์  เช่น พระพุทธเจ้าทรงเอาศพนางสิริมาเป็นอุปกรณ์  พวกเราก็อาจจะเอาปลาดิบ  เป็ดขี้เมาข้างธรรมาสน์  ขี้หมาบนถนน  ขยะที่เขากวาดไว้ในกองขยะเอาไว้ในกองขยะเอาได้ทั้งนั้น

การเผยแผ่  ด้วยวัตถุอุปกรณ์  สื่อจูงใจ  และนิทรรศการต่าง ๆ  ดังยกตัวอย่างให้เห็นแล้วนั้น  ควรถือหลักเกณฑ์การผลิตการใช้  อย่างกว้าง ๆ ก็คือ

. ผลิตสื่อให้ปราณีต  สวยงาม  มีศิลปะ  ได้มาตรฐาน  ตื่นตาตื่นใจ  น่าชมน่ามอง  พอให้ออกงานวัดงานวาได้  อย่าทำให้ซอมซ่อ  ขี้ริ้ว ขี้เหร่  ถ้าขี้ริ้ว จะเสียคะแนนตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดง

. ได้เนื้อหา  เหมาะสมแก่งาน  สถานที่และผู้รับผู้ชม  ไม่เอาเรื่องไร้สาระไปแสดง

. มีการอธิบาย  ประกอบชัดเจน  หรือหากเป็นการฉายภาพยนตร์ต้องหัดพากย์เป็น  มุ่งเน้นให้คนเห็นธรรมปฏิบัติถูก  ประทับใจ  ติดหูติดตา คือปากอยากเอาไปเผยแผ่ต่อ

การเผยแผ่โดยการปฏิบัติให้ดูอย่างสร้างภาพพจน์ที่ดี  ทั้งในทางส่วนตัวและนำผู้ใต้ปกครองปฏิบัติให้นำศรัทธา  คือตัวเราแสดงให้เห็นว่าเราปฏิบัติได้จริงในเรื่อง อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ อบายมุข  สัจจะ  การสำรวม  ศัทธา  ขันติ วิริยะ  ให้เห็นว่าเราปฏิบัติได้จริง ได้ผลจริง  ซึ่งข้อนี้สำคัญยิ่งกว่าการพูด  การเทศน์หลายร้อยเท่า  เช่น พระสารีบุตรเห็นพระอัสสชิแล้วเลื่อมใส  พรหมทัตมาณพเลื่อมใสพระภิกษุที่สำรวมจนทะเลาะกับสุปิยปริพาชกก็อีกตัวอย่างหนึ่ง  แม้ยุคปัจจุบัน คนก็ตื่นพระนักปฏิบัติ  แห่กันไปตามเสียงเชียร์ เราเป็นพระนักเผยแผ่  ต้องหันมาเน้นการปฏิบัติธรรมให้มาก ๆ  จึงจะดึงศรัทธาได้สำเร็จ  เป็นแค่นักพัฒนาวัดนี้เขามองเห็นก็เฉย ๆ เป็นนักปริยัตินั่งเรียนนี้ก็เห็นแล้วเฉย  แต่ถ้าว่าเป็นนักปฏิบัตินี้  ลูกศิษย์ติดกันเป็นพรวนเชียว  เราเทศน์มากี่ปี  เดี๋ยวนี้มีลูกศิษย์ติดตามสักกี่คน?  และในทางส่วนรวมเราก็ต้องพาพระสงฆ์ทั่วไปให้รู้จักระมัดระวัง  ปฏิบัติตัวสร้างภาพพจน์ข้อวัตรปฏิบัติให้ควรแก่การเลื่อมใสศรัทธาด้วย  ข้อนี้แหละสำคัญที่สุดในกระบวนการเผยแผ่

หาข้อมูลวางแผนอุบาย  ถ้าเขานิมนต์ไปตามงานบุญ  งานชุมนุม

- หาข้อมูลล่วงหน้าจากผู้มานิมนต์  จะให้เทศน์ทำนองไหน  มีปัญหาอะไรจะให้พูดเรื่อง

- ถ้าเขาว่าเรื่องอะไรก็ได้  เราก็เข้าเรื่องอริยสัจจ์  มุ่งเข้าหามรรคมีองค์ ๘ เลย

- ถ้าเขาบังคับเรื่อง  ต้องค้น  ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะว่าเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง  แจ๋ว ประทับใจ

- ถ้าเขาบอกปัญหา  ต้องวางแผนเทศน์ว่าเอารูปแบบไหน  จึงจะเหมาะสมกับการแก้ปัญหานั้น ๆ แผนต้องแยบยล  อย่าไปเอาแผนอวดอุตริมนุสธรรมเข้าเรื่องนี้มีปรากฏชัดในนโยบายเผยแผ่ของพระพุทธเจ้า ให้ท่านศึกษาวิเคราะห์ดี ๆ จะได้แนวปฏิบัติงานอย่างชัดเจน ระวังอย่าลืม แผนของพระพุทธเจ้านั้นสำคัญนักต้องเอามาใช้ทุกครั้งที่ทำการเผยแผ่  คือ แผนพระพุทธองค์สั่งไว้ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อส่งพระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนารุ่นแรก ว่า

ภิกฺขเว พวกเธอ  ผู้เป็นพระธรรมทูต  ทั้งหลาย

จรถ  จาริก       พวกเธอจงบุกป่าฝ่าดงดั้นด้นไปทุกแห่งหน

พหุชนหิตาย    พวกเธอจงสร้างประโยชน์เกื้อกูลช่วยเหลือพัฒนาชุมชนให้เจริญ อย่าสร้างสิ่งเหลวไหลไร้สาระ

พหุชนสุขาย    พวกเธอจงสร้างความสุขแก่ส่วนรวม  อย่าไปเพิ่มทุกให้ชาวบ้าน

โลกานุกมฺปาย พวกเธอจงสงสารเห็นใจช่วยเหลือ  เกื้อหนุนประชาชนชาวโลก  อย่าไปทำความยุ่งยากหรือก่อปัญหา

สอนให้ถูกประเด็น อย่าสอนนอกแนว  ต้องตั้งวัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการ  ตามที่ตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป  ที่วัดเวฬุวัน คือ

สพฺพปาปสฺส  อกรณํ  ต้องสอนให้เขาเลิกชั่ว  เกลียดชั่ว  ต่อต้านการทำความชั่ว  เลิกชั่ว  อย่างได้ผล  อย่าไปสอนให้เขาติดอบายมุข  ชักพาเกลียดกลัวมั่วสิ่งเลวทรามเข้าไปอีก

กุสลสฺสูปสมฺปทา  สอนให้เขารู้ดี  รักดี ลงมือทำดี  ส่งเสริมความดี สนับสนุนผู้ที่ทำดี ให้มีความฉลาด รู้จักพึ่งตนเอง  และลงมือทำความดีอย่างได้ผล  ตัวเราเองต้องวางตนให้คนเขาดูเราเอาเป็นตัวอย่าง  จงขยันหาความรู้มาสร้างเสริมความฉลาดของตนอยู่เสมอ  และจงช่วยให้เขาฉลาดขึ้น อย่าสอน   โง่ ๆ  พาคนอื่นงมงาย

สจิตฺตปริโยทปนํ  สอนให้เขาคลายทุกข์  คลายร้อน  ขจัดสิ่งขุ่นมัวระทมตรมใจให้กลายเป็นสุข  สงบ  ร่มเย็น  แจ่มใส  ปลดเปลื้องปัญหาชีวิตให้เขาอย่าไปเพิ่มความวุ่นวาย  ยุ่งยากหนักใจ  สับสนให้ชาวบ้านเป็นโรคประสาทหนักขึ้นไปอีก

เอตํ  พุทฺธานสาสนํ  นี่คือจุดมุ่งหมายในการสอนของพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนแต่สอนตามจุดมุ่งหมายนี้  ถ้าสอนขัดแย้งต่อหลัก ๓ ข้อนี้  ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้า  อย่าบวชเป็นพุทธแล้วทำงานให้ศาสนาอื่น เอาศาสนาอื่นไปเผยแผ่  เช่น เผยแผ่ปลักขิก  เผยแผ่ตำราหมอดู  หมอทรงเจ้าเข้าผี  เผยแผ่ธรรมวิปริต

วิธีการทำงาน  พระพุทธองค์ได้ส่งมอบหมายวิธีการให้ไว้ในคราวเดียวกันนี้ว่า

. ใช้ความอดทนเป็นวิธีรุก  พระองค์ตรัสว่า

ขนฺตีปรมํ  ตโป  ตีติกฺขา  อดทนเอานะ  กลั้นใจเอาไว้นะ อย่ายอมแพ้  แม้จะเจอปัญหาหนักหน่วงก็อดทนได้  ทนไปจนชนะ

นิพฺพานํ  ปรมํ  วทนฺติ  พุทฺธา  พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสเป็นเสียงเดียวกันว่านิพพานคืออุดมการณ์เป้าหมายสูงสุด

. ระวังอย่าให้เสียคะแนนนิยม  พระองค์ตรัสว่า

น หิ  ปพฺพชิโต  ปรูปฆาตี  นักบวชผู้เว้นจากบาปแล้ว  ย่อมไม่ฆ่าตีทำร้ายใคร  เธออย่าทำลายใครที่ขัดขวางการทำงานของเธอ

น สมโณ  โหติ  ปรํ วิเหฐยนฺโต  ผู้ที่ชอบรังแกจะเรียกว่าเป็นสมณะไม่ได้  เธออย่าไปใช้วิธีบีบคั้นรังแก ข่มขู่ บังคับใครให้นับถือ

อนูปวาโท  เธอจงระวังอย่าไปหาคะแนนด้วยการโจมตี  ว่าร้ายใส่ความว่าศาสนาอื่นไม่ดีเป็นอันขาด

อนูปฆาโต  เธอจงระวังอย่าไปหาคะแนนด้วยวิธีรุนแรง  วางแผนร้ายเข่นฆ่าทำลายลัทธิตรงกันข้าม (เช่น  ลัทธิก่อการร้ายในปัจจุบันนี้)

. สร้างคะแนนนิยมให้สมบูรณ์  พระองค์ตรัสว่า

ปาติโมกฺเข จ สํวโร  เธอจงสร้างคะแนนด้วยการประพฤติศีลให้เคร่งครัดเอาไว้เป็นพอ  คนเขาชอบพระปฏิบัติจริง

มตฺตญฺญุตา    ภตฺตสฺมึ  เธอจงอย่าเห็นแก่กิน  อย่าเลือกกิน  อย่าตะกละกิน  จงกินง่าย  กินอย่างประหยัด

ปนฺตญฺจ  สยนาสนํ เธอจงอย่าเสนอหน้าอยากดัง  จงเก็บตัวอยู่ที่สงัดเงียบแหละดี

อธิจิตฺเต    อาโยโค  เธอจงฝึกจิตให้มากเข้าไว้  ฝึกตนเองได้จึงจะฝึกผู้อื่นได้

เอตํ  พุทฺธานสาสนํ  นี่แหละแนวทางที่ถูกต้องในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงวางไว้

พระนักเผยแผ่ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งออกประกาศพุทธศาสนาได้ดำเนินวิธีการเผยแผ่ได้รับผลสำเร็จอย่างงดงาม  ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ  ยั่งยืน  ยาวยาน มาจนถึงยุคเราเพราะท่านทำถูกต้องตามแนวนโยบายนี้  พระนักเผยแผ่ยุคเราทำงานไม่ได้ผลเพราะเราไม่เข้าใจแนวนโยบายนี้  ถ้าทบทวนดูหลักการและแนวทางนี้ก็จะรู้เองว่าเราทำงานผิดพลาดบกพร่องในข้อไหน  ประเด็นใด  ควรแก้ไขจุดไหนบ้าง  เรื่องนี้ต้องระวังให้ดี  ถ้าออกนอกแนวนี้จะพลาดไปหมด

แผนที่พระพุทธองค์  เมื่อวันแสดงปฐมเทศนา  ที่ผมเรียกว่า ผ่าตัดกะลาหัวเปลี่ยนมันสมอง คือตีแสกหน้าพวกฤาษีทรมานตัว  ประณามพวกมั่วกามารมณ์  แล้วชี้ทางอริยสัจจ์ซึ่งเรื่องนี้ น่าศึกษามากเพราะเป็นการเผยแผ่ครั้งแรกของพระพุทธองค์  ท่ามกลางการท้าทายจากฤาษีชีไพร  แม้แต่ลูกศิษย์คือเบญจวัคคีย์ซึ่งกำลังไม่เชื่อน้ำยาของพระพุทธเจ้า  แต่ก็ปรากฏว่าพระองค์ทำได้สำเร็จ  จึงควรศึกษาวิเคราะห์ให้ดี ๆ  จะได้แง่คิดแนวทางเผยแผ่ของพระพุทธองค์เอามาใช้หลายอย่าง

 

ศึกษาพื้นฐานจิตใจของผู้ฟัง

ถ้าผู้ฟังเลื่อมใสนิมนต์ไป  ไม่มีปัญหาว่าไปเลย

ถ้าผู้ฟังไม่รู้จักกันมาก่อน ต้องเริ่มต้นด้วยไมตรี  สร้างบุญคุณนำหน้าเทศนาตามหลัง  สอบถามว่ามุ่งหมายให้แนะนำชี้แจงปัญหาอะไร  เน้นเรื่องไหน  แล้วมาปรับหาลู่ทางเทศน์

เวลาเทศน์  ต้องตั้งใจเทศน์  แสดงโดยยึดหลักองค์ของพระธรรมกถึก ๕ อย่าง

.  เทศน์อย่าให้ตกหล่น  ขาดตอน  นอกเรื่อง ตั้งกระทู้ไปไหนมาสามวาสองศอก

.  มุ่งประโยชน์  เมตตาต่อเจ้าภาพผู้ฟังให้ได้ความรู้  สว่างกระจ่างชัด ไม่ใช่เทศน์พอเป็นพิธีแล้วจบ

.  ไม่กระทบแว้งกัดใคร  ยกตนข่มผู้อื่น  ว่าให้อับอายขายหน้า  จะก่อศัตรู

.  ขยายให้ชัดเอาไปใช้ประโยชน์ได้  ในส่วนที่เขาพอจะรับได้  อย่ามัวไปเน้นเรื่องไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ

.  ไม่มองเครื่องกัณฑ์เทศน์ว่ามากน้อย  สละได้ก็ควรสละบริจาคต่อ  เช่น  เทศน์งานวัดก็บริจาคช่วยวัดบ้าง

สร้างอารมณ์  ให้มีความประทับใจผู้ฟังด้วยใจธรรมบันเทิง  เนื้อหาเฉียบ ๆ  ลงท้ายด้วยอภินันทุ  คือให้เขาติดใจ  ซึ่งมีหลักว่าต้องสอดแทรกอารมณ์ให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึก

-  สันทัสสนา   ให้คนฟังเห็นภาพชัดเจน

-  สัมปหังสนา ให้คนฟังร่าเริง

-  สมุทเตชนา  ให้คนฟังกล้าที่จะตัดสินใจที่ทำตาม

-  อภินันทนา   ให้คนฟังเขาชื่นชอบ แต่ไม่ใช่ตลกโปกฮา

 

สั่งระวังอากัปกิริยา

.  สำรวมกิริยาอาการให้น่าเลื่อมใสตลอดเวลา

.  อย่ายืนเทศน์  เพราะผิดวินัย  แม้ปาฐกถา  ให้โอวาท  หรือพูดธรรม  ในลักษณะใด ๆ ก็อย่ายืนแสดง  ต้องนั่ง  หาเก้าอี้  ชุดรับแขก ม้านั่ง  อะไรก็ได้มาตั้งนั่งพูด  ขอให้เลิกยืนแสดงธรรมเสียทีเถิด  เพราะผิดวินัยข้อว่า    ฐิโต  อติลาโน  นิสินฺนสฺส  อคิลานสฺส  ธมฺมเทเสสมีติ  สิกฺขา  กรณียา

.  ยึดหลักธรรมเทศนาปฏิสังยุตต์  ๑๖ ข้อในเสขิยวัตรเป็นหลักปฏิบัติ  โปรดดูนวโกวาทด้วย  ไปอบรมนักเรียน  ก็ให้นักเรียนถอดรองเท้าก่อน  รณรงค์ในเรื่องนี้บ้าง  เดี๋ยวจะกลายเป็นดีแต่เทศน์  แต่ตนเองหลงทำผิดวินัย  จะเสียเชิงนักปราชญ์  ข้อนี้พลาดพลั้งกันมาเยอะ

อัดเทปไว้ฟังทบทวน  ว่าตนเองเทศน์ได้ดีหรือไม่ดี  ขนาดไหนจะได้แก้ไขใหม่ให้ดีขึ้นต่อไป

หลังจากเทศน์จบแล้ว  สั่งลาอย่าเดินหนีไปเฉย ๆ  จะกลายเป็นนักเทศน์เอาเครื่องกัณฑ์  ควรไปมาหาสู่  เยี่ยมเยือนยามเจ็บป่วย  ไต่ถามข่าวคราวห่วงใยบ้าง  จะได้มีไมตรีไม่เสื่อมคลาย  ยามปกติผ่านไปมาก็แวะเยี่ยมตามโอกาส  หาอุบายสอบถาม  สังเกต  ดูผลการเทศน์ว่าช่วยแก้ไขให้เขาดีขึ้นบ้างไหม?  ได้รับผลประโยชน์จากการเทศน์ของเราอย่างไรบ้างหรือไม่  บันทึกผลมาวิเคราะห์ปรับปรุงแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

การเผยแผ่ลักษณะอื่น  เช่น  การปาฐกถา  อภิปราย ให้โอวาท  หรือพูดจาลักษณะไหนก็แล้วแต่  ก็ใช้หลักการเดียวกันทั้งนั้น  มือประสานการทำงานกัน  ต่างฝ่ายต่างทำ  แรงใครแรงมัน  จึงขอเสนอว่าควรจะมีการร่วมมือ  ประสานแลกเปลี่ยน  ศึกษาสัมมนา  หาวิธีเผยแผ่ร่วมกัน  ซึ่งมีบุคคลและองค์กรอยู่มากมาย  คือ  พระธรรมทูต  พระธรรมทายาท  พระนักพัฒนา  โฆษก  พิธีกร  อนุศาสนาจารย์  นักปฏิบัติธรรม  ครูอาจารย์  หน่วย อปต.  พุทธสมาคม  และพระนักเทศน์ศิลปินเดี่ยว  วางแผนร่วมกันทำงานให้สอดคล้องกัน  และทำงานให้เป็นระบบราชการคณะสงฆ์  มุ่งเผยแผ่อย่างได้ผล  ทำหน้าที่วิเคราะห์วิชาการ

ปฏิบัติการเผยแผ่  ติดตามประเมินผล  จัดตั้งองค์กร  เผยแผ่เป็นหลัก  เป็นฐาน  ทำงานให้เป็นเอกภาพ  จึงจะทันต่อสภาพปัญหาคุกคามในปัจจุบันทุกวันนี้  เรามีภัยคุกคาม พุทธศาสนาจากหลายด้าน  คือ

จาก  ชาวพุทธทราม ๆ ที่ไม่รู้จักพุทธศาสนา  ชักพาผิด ๆ

จาก  พระสงฆ์  นอกรีต  นอกรอย

จาก  คริสต์  โยเร

จาก  พระเณรเกเร

จาก  สำนักปฏิบัติที่งมงาย

จาก  คอลัมนิสต์  หนังสือพิมพ์ที่ชอบด่าพระ  ด่าเณร

จาก  ชาวพุทธมีปัญหา  คอยจับตาดูจุดบกพร่องของเรา

เราจึงต้องมาเน้น  การเผยแผ่ให้ครบวงจร  ถูกหลักวิชา  คือ

ศึกษาดี  มีความแตกฉาน  มีฝีมือ  ระดับนักเผยแผ่มืออาชีพ  รู้งู ๆ ปลา ๆ อย่าเพิ่งออกจากงาน

ปฏิบัติดี  อย่าให้มีสิ่งบาดหูบาดตาชาวบ้าน  บั่นทอนศรัทธาที่เขาจะมีต่อเรา

ลงมือประสานงาน  อย่าดันทุรังเอาดีแรงใครแรงมัน ต้องรวมตัวกันทำงาน

มีปณิธานมั่นคง  ตรงต่อพุทธประสงค์  เสียสละสูง  ยืนหยัดต่อสู้ทางที่ถูกต้อง

วางแผนทำงานให้รัดกุม  เลิกด่า  เลิกโจมตี  หันมาทำดีแข่งกัน ให้ชาวบ้านเขาศรัทธา  ก็เป็นอันใช้ได้ อย่างนี้  การเผยแผ่จึงจะได้ผล ไม่ว่าเขตเมือง  หรือชนบท

 

วัดกับการสงเคราะห์ชุมชน

พระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน

 

บทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนโดยกำหนดจุดประสงค์ที่จะพูดไว้  คือ

เชิงปฏิบัติการ  คือเอาประสบการณ์การทำงานมาทำการพัฒนาให้มันดีขึ้น  ความภาคภูมิใจที่ทำและที่เราจะลงไปทำเชิงบูรณาการ  สำหรับที่ทำงาน  ที่อยู่จะมีปัญหา  มีความขัดข้องไม่สะดวกสบายด้วยประการต่าง ๆ  จะได้แก้ไข  จะได้ปรับปรุงให้เกิดความพอเหมาะพอดี เพราะฉะนั้น  จึงเน้นในเชิงของการบูรณาการด้วย

เรื่องของพระสงฆ์ที่จะมีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนนั้น  วิญญาณของพระสงฆ์ที่จะเกื้อกูลต่อการพัฒนาจะต้องใส่วิญญาณสื่อตัวนี้ลงไป  สื่อรักวัดเหมือนบ้าน  รักงานเหมือนชีวิต  รักลูกศิษย์เหมือนลูกหลาน  รักชาวบ้านเหมือนญาติพี่น้อง  ใส่วิญญาณตัวนี้ไป

ถ้าพระสงฆ์รูปใดอยู่วัดแล้ว  ท่านคอยเอารัดเอาเปรียบวัด เผลอไม่ได้  เอารัดเอาเปรียบตลอดเวลา  ทุกเรื่องจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานพัฒนา  นอกจากรักวัดเหมือนบ้านแล้ว  จะต้องรักงานเหมือนชีวิต  ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า  งานจะนำเราไปสู่เกียรติยศ  และศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับของคนทั้งหลาย  เพราะค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน  เพราะฉะนั้นจะต้องรักงานเหมือนชีวิต  รักลูกศิษย์เหมือนกับลูกหลาน  เพราะลูกศิษย์เป็นแนวร่วมกับเรา  ลำพังเราคงจะทำอะไรไม่ได้เท่าไร  ถ้าเราไม่มีแนวร่วม  เพราะฉะนั้นจะต้องหาแนวร่วม  แนวร่วมที่ดีที่สุดคือ  ลูกศิษย์  คนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นพระเป็นเณร  เป็นลูกศิษย์  เป็นสัตบุรุษ  ทายกทายิกา  คนรอบ ๆ วัด  หรือแม้แต่บางรายเป็นคนที่อยู่ห่างจากวัดที่เราอยู่ออกไปก็เป็นลูกศิษย์ได้  จะต้องทำความรู้สึกต่อลูกศิษย์ทั้งหลายทั้งปวงเหมือนกับลูกหลาน  รักชาวบ้านเหมือนญาติพี่น้องถ้าทำความรู้สึกเป็นอย่างอื่นจะมีขาเขาขาเราจะมีขานอกขาใน

ฉะนั้น  จะต้องมีความรู้สึกต่อชาวบ้านเหมือนกับญาติพี่น้อง  พระสงฆ์เมื่อใส่วิญญาณไปอย่างนี้แล้วจะต้องทำอะไรบ้าง  พระนักปกครอง พระนักศึกษา  พระนักปฏิบัติ  พระนักพัฒนา  พระนักสังคมสงเคราะห์  จะต้องทำอะไรบ้าง  พระคามวาสี  อรัญญวาสี  จะต้องทำอะไรบ้าง พระจะต้องทำหน้าที่ตามพุทธวจนะที่เราเรียนมาจากคัมภีร์พระไตรปิฎกเรียนมาจากคัมภีร์พระธรรมบท  คัมภีร์อื่น ๆ ก็จะเห็นว่าพระพุทธองค์ได้มอบหมายภาระหน้าที่ไว้ให้กับพระภิกษุสงฆ์    ประการ  หน้าที่เรียกว่าธุระ คือ  คันถธุระ  และวิปัสสนาธุระ

ประการแรก  คันถธุระ  คือ  หน้าที่ว่าด้วยการศึกษา  การศึกษาเล่าเรียน  และการศึกษาอบรม  คงไม่ใช่การศึกษาเล่าเรียนเพียงอย่างเดียว  การศึกษา  และการศึกษาอบรม  การศึกษาเล่าเรียนคือการศึกษาในชั้นเรียน  เรียนนักธรรมตรี  โท  เอก  เรียนบาลีประโยค  -  ถึง  ..  เรียน  .  ถึง  .ปลาย  ในระดับ อุดมศึกษาปี ๑  ถึง  ปี ๔  อย่างนี้เรียกศึกษาเล่าเรียน  ส่วนการเรียนนอกจากนี้  ได้แก่การสัมมนาระยะสั้น  ๑ วันจบ  ๒ วันจบ  อย่างนี้เรียกว่าการศึกษาอบรมเป็นงานคันถธุระเหมือนกับการเพิ่มพูนความรู้และสติปัญญา

ประการที่สอง  คือ  วิปัสสนาธุระ  ได้แก่การลงมือปฏิบัติ  ลงมือปฏิบัติไปจนกว่าจะเกิดความรู้  ๓ ขั้น  คือ  รู้จำ  รู้แจ้ง  และรู้จริง  รู้จำถอดใจความมาจากปริยัติ  คือการเรียนตามตำรา  เพื่อให้มีความจำ  จำได้มาก  หลักของการปริยัติเขาเน้นตัวนี้  รู้จำ  รู้แจ้ง  ก็คือ  การลงมือทำ  เอาความรู้ที่ได้จากการเรียนไปปฏิบัติคือ  ไปปรับใช้ในท้องถิ่นต่าง ๆ  โดยการดำเนินภารกิจต่าง ๆ  เมื่อลงมือทำงานจะเกิดความรู้ขึ้นมาชนิดหนึ่ง  ซึ่งความรู้ชนิดนั้นเป็นความรู้จากการปฏิบัติ  ไม่ใช่ความรู้ทางวิชาการ  มีลักษณะที่พิเศษแตกต่างกันออกไป  จะทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นแม่นยำ  แน่นอน  ทำให้เกิดความแจ้งชัดผลของการศึกษาเล่าเรียนขึ้นมา  และต่อไปก็จะได้ความรู้ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกขั้นหนึ่งคือ  ความรู้จริง  ปริยัติ  ปฏิบัติ  ปฏิเวธ  หมายถึง  การรู้จริง  ตามสภาวะความเป็นจริง

งานของพระนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับต่ำสุดระดับนวกะ  ระดับนักธรรม  บาลี  ระดับมัธยม  ระดับอุดมศึกษาจะต้องมีอยู่  ๒ ระบบ  ศึกษาเล่าเรียนคือการศึกษาในระบบโรงเรียนและศึกษาอบรม  คือการศึกษานอกระบบโรงเรียน  เพื่อขยาย    ระบบนี้ให้เห็นเด่นชัดออกมา  ใส่วิญญาณของนักการศึกษาออกไปให้ครบ  ๔ ตัว  คือ  เต็มใจ  แข็งใจ  ตั้งใจ และเข้าใจ  คือ  ฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  วิมังสา  อันนี้เป็นการใส่วิญญาณลงไป  เมื่อมีความรู้แล้ว  ก็เหมือนคนติดอาวุธเมื่อได้รับการติดอาวุธก็ออกปฏิบัติหน้าที่  ออกลาดตระเวนได้  ออกไปประจำฐานได้  สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดงานเผยแผ่ก่อให้เกิดงานประชาสัมพันธ์ศาสนาของเรา  คณะสงฆ์ของเรา หน่วยงานของเราจะต้องทำงานด้านนี้  จะต้องเน้นงานด้านนี้

การศึกษาของสงฆ์ในแนวใหม่เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  แม้จะได้จัดตั้งกันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่    ทรงสถาปนามหาจุฬาฯ  มหามกุฎฯ เวลาผ่านไปนับ ๑๐๐ ปี คณะสงฆ์ในประเทศไทยก็ยังไม่เข้าในการศึกษาระดับนี้  คือยังคิดว่าพระสงฆ์ที่ศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้นเรียนทางโลกไม่ใช่เรียนทางธรรม  ไม่ใช่เรียนวิชาการทางศาสนา  ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงเนื้อหาวิชาในระดับมัธยม  และระดับอุดมศึกษาของเราเรียนวิชาศาสนาถึง  ๖๐%   เรียนวิชาสามัญไม่ขัดกับสมณเพศ  เกื้อกูล  ต่อการประกอบศาสนกิจของเราเพียง ๔๐ %  คนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี  ยังหาว่าพระสงฆ์เรียนทางโลก  ซึ่งความจริงมันไม่ใช่

ใครบ้างไม่เข้าใจ  ขอฝากให้พิจารณา  แต่ที่สังเกตพบคือ  มีลักษณะ  จะตั้งข้อรังเกียจไม่ยอมรับพระที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ  หัวเมืองต่าง ๆ  ที่จะมาอยู่วัดเพื่ออาศัยศึกษาเล่าเรียนเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพหรือศักยภาพของพระสงฆ์เราให้สูงขึ้น  บางรายเขาบอกว่าเดินหาวัดอยู่รองเท้าขาดไป  ๓ คู่  สะพายย่ามขาดไปตั้ง  ๒ ใบก็ไม่ได้  เหล่านี้คือความไม่เข้าใจในวงการคณะสงฆ์  อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พระสงฆ์เราไม่เข้าใจ  อะไรเป็นสาเหตุที่ทางราชการไม่เข้าใจ  อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจก็คืองานเผยแพร่งานประชาสัมพันธ์ของเราอ่อน  มหาวิทยาลัยของเราอ่อนการประชาสัมพันธ์  อ่อนการเผยแพร่มาก

อย่างไรก็ตามงานเผยแผ่ของเราตามพุทธดำรัสว่า  จรถ  ภิกฺขเว  จาริกํ  พหุชนหิตาย  พหุชนสุขาย  โลกานุกมฺปาย  พระพุทธองค์ตรัสไว้ในการส่งพระภิกษุสงฆ์เป็นธรรมทูตชุดแรกออกไปประกาศพระศาสนาว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปตามจุดประสงค์  เพื่อการบำเพ็ญประโยชน์ต่อปวงชน  เพื่อการเสริมสร้างความสุขต่อปวงชน  และเพื่อเมตตานุเคราะห์  ต่อประชาชนชาวโลกทั้งปวง  เป็นงานที่พระสงฆ์เราเรียนรู้แล้วจะต้องเอาไปทำงาน  ไม่ว่าจะสำเร็จเป็นพุทธศาสตรบัณฑิต  หรือพุทธศาสตรมหาบัณฑิต  อย่าลืมกลับออกไปสู่ชนบท แม้จะอยู่ในเมืองกรุงก็ยังมีชุมชนที่เราจะต้องทำการพัฒนาอยู่

พระสงฆ์ไทยเรามีงานธรรมทูต  มีงานธรรมจาริก งานธรรมทูตมีกองงานโดยการสนับสนุนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ   งานธรรมจาริก มีกองงานสนับสนุนของกรมประชาสงเคราะห์   งานธรรมทายาท   เป็นงานที่พระพุทธเจ้าจัดตั้งพระสงฆ์ให้กับพุทธสาวก ว่า   เป็นศาสนาทายาทกันเท่าไร    เพิ่งจะมาเน้นกันไม่กี่ปีมานี้   โดยท่านปัญญานันทะ          (พระพรหมมังคลาจารย์)  วัดชลประทานรังสฤษฎ์ งานอ...   คือ  งานจัดตั้งหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล  โดยเน้นหัวข้ออบรมศีลธรรม  วัฒนธรรม  สุขภาพอนามัย  สัมมาอาชีพ  สันติสุข  ศึกษาสงเคราะห์  สาธารณสงเคราะห์  สามัคคี  กตัญญู  เป็นขบวนการทำงานที่มุ่งการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องของประชาชน  เสริมสร้างสิ่งที่เป็นความผาสุขแก่ประชาชน  ดูแลรักษาสิ่งที่เป็นความผาสุข  และสิ่งที่เป็นประโยชน์ของประชาชน  เป็นงานที่มหาเถรสมาคมว่าด้วยการจัดตั้งหน่วย อ...  เป็นหน่วยงานที่อ่านดูตามระเบียบแล้วมีความครบถ้วนสมบูรณ์แบบเป็นที่สุด  แต่ว่าขาดการติดตาม  เพราะฉะนั้นงานนี้ก็ดี  เหมือนกับงานอื่น ๆ  งานเผยแพร่อื่น ๆ ที่ท่ามันดี แต่ขาดติดตาม

ต่อไปงานอบรมคุณธรรม    ประการ  กุศลสมาทาน  ๕ ประการ  การยกระดับประชาชน  ๕ ประการ  เป็นงานที่สนับสนุนอุดมการณ์  แผ่นดินธรรม  แผ่นดินทอง  ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์พระประมุขของชาติ  งานเชิญชวนข้าราชการ  นักเรียนเข้าวัดฟังธรรมในวันธัมมัสสวนะ  วันหยุดราชการ  งานนี้เน้นกันอยู่ระยะหนึ่งให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าของเรื่อง  วันนั้นกำหนดให้เข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม  กำหนดให้หน่วยงานนั้นเข้าวัดนั้น  เหล่านี้เป็นได้ระยะหนึ่งก็ไม่เกิน  ๒ ปี  และตอนนี้เกิน  ๒ ปีไปแล้ว  งานนี้ก็ไม่มีใครพูดถึงเท่าไหร่  ต่างว่ามีคน  มีหน่วยงานที่นำประชาชน  นำครู  นำนักเรียนไปเข้าวัดก็จริง  ก็หาพระเทศน์ยาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศน์ให้เด็กตัวเล็ก ๆ ฟัง  หาพระเทศน์ยาก  เทศน์ให้ระดับมัธยมและระดับสูงขึ้นไปกว่านั้นยังพอหาคนเทศน์ได้ แต่ถ้าเทศน์ให้เด็กระดับประถม  เด็กระดับอนุบาลฟังหาพระเทศน์ยากไม่ว่าจะเป็นที่ไหน  อันนี้จากที่มีประสบการณ์มาเราไม่ได้เตรียมพร้อม

คุณสมบัติของพระนักเผยแผ่หรือนักประชาสัมพันธ์  ในเชิงของวิชาการมีคุณสมบัติดังนี้

.  โสตา   ต้องฟังเป็น  แม้จะเป็นพระกรุงเทพฯ  ก็ฟังพระหัวเมืองได้  แม้จะเป็นดอกเตอร์ก็ต้องฟังพระ  .  พูดได้

.  สาเวตา   พูดเป็น  ไม่ใช่ดีแต่ฟังเขา  แต่พูดให้เขาฟังไม่เป็น  ไปรายการไหนก็เป็นฝ่ายรับฟังเขาตลอด  คือ  เป็นฝ่ายเอาเข้า  แต่ไม่เอาออก  คิดดูสภาพอาหารที่ดีเอาเข้าสู่ร่างกายเอาเข้าไปทุกวันมันจะมีปฏิกิริยาเป็นอย่างไร  ฉะนั้น  นอกจากฟังเป็นแล้วจะต้องพูดให้เขาฟังเป็นด้วย

.  อุคฺคเหตา  เรียนเป็น

.  ธาเรตา  จำแม่นในเนื้อหาวิชา

.  วิญฺญาเปตา  หาอุบายให้คนอื่นเขารู้สึกเร็ว

.  กุสโล  สหิตาสหิตสฺส  คือ  ฉลาด  ในสิ่งที่เป็นประโยชน์  และไม่เป็นประโยชน์

.  โน  ครหการโก  ไม่ก่อการทะเลาะวิวาทกับใคร  ไม่ว่าเรื่องธรรมยุติ  เรื่องมหานิกาย  เรื่องสีเหลือง  สีกรัก  อย่าเอามาเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท

หน้าที่ของพระสงฆ์ที่พระเจ้าอยู่หัวท่านถวาย  อันนี้ได้มาจากแผ่นสัญญาบัตร  ประกาศนามที่ไม่มีวางขายในท้องตลาด  ลงพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตั้งให้องค์นั้นเป็นพระครูนั้น  ตั้งให้องค์นี้เป็นเจ้าคุณ  อะไรอย่างนี้ บอกว่า  ขอพระคุณเจ้าจงรับธุระพระพุทธศาสนา  เป็นภาระสั่งสอน  ช่วยระงับอธิกรณ์  และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในอาราม  นี้คือภาระหน้าที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอถวายแก่พระสงฆ์ระดับพระผู้ใหญ่อยากได้กันหนักหนา  บางรายอยากได้จนเนื้อเต้น  แต่ว่าได้แล้วไม่อยากทำอะไร  ไม่อยากทำงานตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านขอร้องท่านระบุไว้ในแผ่นสัญญาบัตร  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด  คิดไปก็ยิ่งแต่จะเห็นไป

อันนี้พระนักปฏิบัติก็จะต้องมีลักษณะของพระสุปฏิปันโน  คือ  พระปฏิบัติดี ดีแบบไหน  ดีคือไม่เคร่งไม่หย่อน  เอาแค่นี้ก็ดีพอยึดถือสายกลางเป็นที่ตั้ง  สุปฏิปันโน สุสิกขิโต  เป็นพระศึกษาเล่าเรียนฝักใฝ่ต่อการศึกษาเล่าเรียน  ต้องเป็นพระที่มีการศึกษาเล่าเรียนตามสมควรแก่สถานะ  ตามสมควรแก่โอกาส  สุวโจ  คือเป็นพระว่าง่าย  สอนง่าย  เป็นพระที่พูดกันได้  เป็นเจ้าอาวาสก็ฟังข้อคิดเห็นพระลูกวัดได้เมื่อเขาพูดให้ฟังอย่างมีเหตุผล  จะต้องรับฟังพูดกันได้  เป็นพระสุภโร  เป็นพระเลี้ยงง่าย  และต้องเป็นนักสังคมสงเคราะห์ด้วย

นักสงคมสงเคราะห์ก็จะมีขอบข่ายของงานออกมาลักษณะนี้

.  จัดตั้งโรงเรียน  หรือจัดตั้งสถานศึกษาต่าง ๆ

.  จัดตั้งสถานีอนามัย  โรงพยาบาลหรือตึกสงฆ์อาพาธ

.  จัดห้องสมุด  พิพิธภัณฑ์  ที่อ่านหนังสือ  หอกระจายข่าว

.  อนุเคราะห์การจัดตั้งสภาตำบลให้เป็นที่ประชุมของราษฎรของทางราชการ

.  ตั้งบ่อน้ำดื่มน้ำใช้ประปาหมู่บ้านแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

.  กิจการสาธารณสงเคราะห์ต่าง ๆ ที่ไม่เกินต่อขีดความสามารถ   ไม่ขัดพระธรรมวินัย  และไม่เสียสมณสารูป

.  กิจกรรมบรรเทาภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น  ไฟไหม้  น้ำท่วม ฯลฯ

.  สงเคราะห์ในยามประสบมรณภัยคือในคราวตาย  ต้องขวนขวายเอาใจใส่เป็นธุระจัดการให้

ในเรื่องสุขของชาวบ้านญาติโยม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ใกล้ ๆ วัด  ให้เขาเห็นสังฆคุณ คือ คุณของพระสงฆ์ว่าพระสงฆ์ได้ดูแลเอาใจใส่

สรุปงานที่พระสงฆ์ท่านทำออกเป็น  ๔ ประเภท  คือ

.  งานศาสนวัตถุ

.  งานศาสนธรรม

.  งานศาสนพิธี

.  งานศาสนบุคคล

งานศาสนวัตถุ  เน้นใน  ๓ ประเด็น  ประเด็นที่หนึ่งเน้นความมีแผน  ประเด็นที่สองเน้นการปฏิสังขรณ์ คือ การซ่อมแซมของเก่า  ซึ่งใช้ทุนน้อยทำได้ง่ายกว่าการสร้างใหม่  เป็นไปตามพระพุทธวจนะของพระพุทธองค์  ด้วยว่าสนับสนุนให้ซ่อมแซมของเก่า  สร้างสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องสร้างใหม่  สร้างความจำเป็นก่อนและหลังตามแผนที่จัดทำเอาไว้คือ  เรื่องของวัตถุจัดก่อสร้างโบสถ์วิหารศาลาการเปรียญ  จะสร้างถนนหนทาง  บ่อน้ำ  สระน้ำ  หอกลอง  หอระฆัง  ทำถนน  ต้องมีแผน  ต้องเป็นไปตามแผน  แผนงานบางอย่างวางแผนปีนี้ปีหน้าจึงทำได้  ปีหน้าลงมือทำยังไม่สำเร็จ  ต้องสองสามปีจึงเสร็จก็มี

เพราะฉะนั้น  งานศาสนวัตถุต้องมีแผนแม้การปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมของเก่า  เป็นการให้ความสำคัญต่อผลงาน  คนเก่ายอมรับ  คนเก่าเห็นคุณค่าของมรดก  เป็นการปฏิบัติการด้วยจิตวิทยาคือเอาใจใส่มวลชน  สร้างสิ่งที่มีความจำเป็นว่า  มันมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน  เอาแต่จำเป็นอย่าให้เกินกว่าความจำเป็น  ต้องนึกถึงสถานะรอบ ๆ วัดเรา  ถ้าเราจะก่อสร้างโบสถ์ขึ้นมา  ชาวบ้านจะแบบโบสถ์เอาไว้ในพื้นที่อำเภอหนึ่งกี่หลังคา  การสร้างโบสถ์  ศาลา  กุฏิ  หอกลอง  หอระฆัง  เมรุ  ประชาชนแบกสิ่งเหล่านี้ไว้  ภาระเป็นเท่าไร  นอกจากนั้นพอตกฤดูแล้งมาก็จัดงานเลี้ยง  วิ่งหามหรสพแข่งกัน  บางรายจัดเองน่าเกลียดมาก

ศาสนธรรม  นั้นให้ใช้จุดเน้น  ๓ ประการคือ

. ศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้

.  ใช้สื่อทุก ๆ แบบ

.  เข้าใจซาบซึ้ง  เน้นความเข้าใจซาบซึ้งในหัวข้อต่าง ๆ

ศาสนพิธี  ขอให้เน้น  ๒ ประเด็น  คือ  เน้นรูปแบบกับเน้นเนื้อหา  รูปแบบงานบวชต้นไม้  งานบวชเณร  งานบวชหน้าไฟ  งานบรรพชาหมู่สามเณรภาคฤดูร้อน  เน้นรูปแบบกำหนดรูปแบบออกมา  เนื้อหาที่ทำออกมาทำเพื่ออะไร  มันมีความหมายว่าอย่างไร

ศาสนบุคคล  เน้น  ๔ ประเด็นคือ

.  ไม่ห่าง

.  ไม่ว่าง

.  เจริญงอกงาม

.  มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันกับผู้บังคับบัญชา

ไม่ห่าง    ไม่ห่างตำรา   ไม่ห่างต่อเพื่อนร่วมงาน  ไม่ห่างจากลูกน้องที่อยู่ในบังคับบัญชา 

ไม่ว่าง  คืออย่าปล่อยเวลาให้ว่าง  ถ้าปล่อยให้เวลาว่าง  จิตใจก็คิดไปอย่างอื่น  พยายามให้หมดไปกับงาน  อาทิตย์หนึ่งทำงาน  ๗ วัน  วันหนึ่งทำงาน  ๑๘  ชั่วโมง  ตื่นขึ้นทำงานก่อนพระอาทิตย์  หยุดทำงานเมื่อ ๑๘  นาฬิกา  ๒๒ นาฬิกา  ผมจึงหยุดทำงาน  ทำงานมากกว่าพระอาทิตย์  แต่ผลงานไม่ได้เท่าพระอาทิตย์  เพราะเราเป็นคนชั้นต่ำ  พระอาทิตย์เป็นชั้นสูง  กว่าจะหาคนยอมรับสักคนหนึ่งนั้นยาก  เพราะฉะนั้น ต้องทำงานมากกว่าเขา  ต้องไม่ว่าง

เจริญงอกงาม  คือต้องเจริญด้วยภูมิธรรม  และความสามารถเพิ่มพูนงอกงามขึ้น

มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน  คนใกล้ชิดอย่าสร้างศัตรู  นี่คือความคาดหวังของประชาชน  แม้ไฉนหนอพระสงฆ์จะทำวัดให้สะอาดร่มรื่น  สบายตา  สบายใจ  ไฉนหนอ  จะพึงเห็นพระสงฆ์เป็นตัวอย่างแห่งความดีความสงบดับความเร่าร้อนทางจิตใจ  เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน  แม้ไฉนหนอ  อยากเห็นพระสงฆ์ทำคุณประโยชน์ต่อชุมชนรอบวัดตามขีดความสามารถของท่าน  เขารู้ว่าพระสงฆ์ของเรามีศักยภาพไม่เท่ากัน  ท่านพุทธทาสก็ระดับหนึ่ง  ท่านปัญญาก็ระดับหนึ่ง  ระดับเรา ๆ ก็อีกระดับหนึ่ง  เขารู้  ข้าราชการก็รู้ระดับประชาชนเขาก็รู้  แต่เขาต้องการว่าทำประโยชน์ตามขีดความรู้ความสามารถ

นี่คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวังต่อพระสงฆ์เอาไว้  ประชาชนที่เขาคาดหวังที่เราจะต้องลงไปทำการพัฒนาเขา  คือใครเขาอยู่ตรงไหนนี้ เรากำลังจะพูดถึงคนกุล่มใหญ่ในแผ่นดิน  ๒ กลุ่ม  คือ กลุ่มคนชนบท  และกลุ่มคนแออัด  คนชนบทคือคนส่วนใหญ่ในแผ่นดินที่มีปริมาณมากกว่าชุมชนแออัด  เมื่อก่อนเรียกว่าสลัมในอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร  ในเมืองใหญ่ ๆ  ยิ่งมากยกเว้นเมืองที่เขาพัฒนาได้แล้ว เขาไม่มีชุมชนแออัด  อันนี้เป็นผลงานที่พระสงฆ์จับตามองยืนอยู่เคียงข้างคนส่วนมากในแผ่นดิน

ชุมชนในชนบทและชุมชนแออัด  ก็คือ บ้าน วัด  โรงเรียน  เมื่อแยกออกเป็นองค์กรจะเห็น  รัฐ  พระสงฆ์  ชาวบ้าน  พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นกลางประสานระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ  กับประชาชน  ชาวบ้านไม่ว่าจะเรื่องแนวคิดเรื่องการระดมทุน  ผลของงานแยกออกเป็นคุ้มในหมู่บ้าน  ๕ หลังเป็น  ๑ คุ้ม  ๑๐ หลัง เป็น  ๑ คุ้ม  แต่ละคุ้มก็จะมีหัวหน้าคุ้ม  กรรมการคุ้มมีสตรี เยาวชนคือตัวอย่างของคนในหมู่บ้านเรียกว่าชาวบ้าน  อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะเข้าไปสัมผัสให้รู้องค์กรหลักของบ้านคือ  วัด  โรงเรียน  บ้าน  ซึ่งในบางพื้นที่ท่านอ่าน  บวร  จะต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ...  คือ อาสาสมัครส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต  อาสาสมัครนี้เราจะได้ในหมู่คนที่มีน้ำใจ  ทำงานเสียสละ

พระสงฆ์เราเหมาะที่จะเป็น  ...  คือทำงานบริการประชาชนด้วยความเสียสละ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตอบแทน  และในขณะเดียวกัน  ...  จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างรัฐกับประชาชนชาวบ้าน  รัฐกระทำหน้าที่เป็นครูชาวบ้านด้วยประสานไปที่ผู้นำกำนัน  ผู้ใหญ่บ้านผู้รู้อื่น ๆ  หัวหน้าคุ้มต่าง ๆ

พระสงฆ์จะต้องทำหน้าที่ตัวนี้   โดยความรู้สึกว่าผสมงาน   ผสานใจ  ให้สูตรกัน    กันคือ

.  รักใคร่กันดีกว่าชังกัน

.  คิดถึงกันดีกว่าลืมกัน

.  นับถือกันดีกว่ามองข้ามความสำคัญของกันและกัน

.  ช่วยเหลือกันดีกว่าปล่อยกันทิ้งตัวใครตัวมัน

.  ไม่วิวาทกัน

.  สามัคคีกัน  คือเกาะกลุ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเป็นลักษณะของนักพัฒนา  จะต้องหลีกเลี่ยงความโดดเดี่ยวให้มีเอกภาพ  อาจจะต้องมีลักษณะว่า  ให้อภัย  ใจเมตตา  สามัคคี  มีเอกภาพให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ในการเป็นอยู่ระหว่าง  บ้าน  วัด   โรงเรียน  จะต้องอยู่ด้วยการยอมรับหลักการ    ประการ

.  ยอมรับสภาพความเป็นจริง

.  ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่

.  มองโลกในแง่ดี

.  ดำเนินชีวิตในทางสายกลาง

ยอมรับสภาพความเป็นจริง  ผิดยอมรับผิด  อย่าดื้อดึงเอาชนะ  แพ้ต้องยอมแพ้  ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่  ต้องมีความเคลื่อนไหว

มองโลกในแง่ดี  คืออย่าหาเรื่อง พุทธทาสท่านสอนเป็นคติเอาไว้แจ่มมาก ท่านว่า

จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว

อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย

เหมือนค้นหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย

ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง

ดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง  อย่ามากอย่าน้อย  มากเกินไปก็ไม่ดี  น้อยเกินไปก็ไม่ดี  แคบเกินไปไม่ดี  หลวมเกินไปไม่ได้

แคบนักมักคับขยับยาก

กว้างมากไม่มีอะไรจะใส่สม

สูงนักมักจะลอยตามลม

ต่ำนักมักจะจมธรณี

เพราะฉะนั้นก็มาสู่ของจริง  ของจริง คือ  สูตร  ---  ที่พระสงฆ์โคราชโดยการนำของเจ้าคุณพระธรรมวรนายก  ได้รับไปใช้อยู่  ---

  คือ  การพัฒนาผสมผสานตามเกณฑ์  จ ป ฐ ๘ คือ

.  สุขภาพอาหารดี

.  มีบ้านอาศัย

.  ศึกษาอนามัยถ้วนถี่

.  ครอบครัวปลอดภัย

.  ได้ผลิตผลดี

.   มีลูกไม่มาก

.  อยากร่วมพัฒนา

.  พาสู่คุณธรรม

อาหารดี  หมายความว่าอย่างไร  มีตัวชี้วัดอาหารดีอยู่  ๓ ตัว    ตัว อะไรบ้าง  พูดถึงสูตรที่เป็นหลัก  อันนี้คือสูตรของพระสงฆ์เราไม่สงวนลิขสิทธิ์  พระนิสิตพระบัณฑิตจะเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากัน  ไม่ถือว่าเป็นการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา  เพราะไม่สงวนอยู่แล้ว

บุคลิกลักษณะ  ๔ คือ  การจัดลักษณะเฉพาะตัวของเรา เช่น  กลุ่มเพื่อนร่วมงานของเรา  ลูกน้องผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเรา  เตรียมสร้างบุคลิกลักษณะ    ประการ

.  เตรียมตัวให้พร้อม  จะอยู่หรือสึกไม่ว่า อยู่ก็ใครจะว่า แต่ต้องเตรียมตัวอยู่อย่าอยู่แบบบังเอิญ  หรือไปไหนไม่ได้ ก็จำต้องอยู่ ถ้าไม่อยู่ก็เตรียมตัวสึก  สึกไปจะมีหน้ามีตาเดินออกจากวัดจะได้มีคนเปิดประตูต้อนรับ  สมัยก่อนได้นักธรรมโทเขาก็เอาเป็นบุรุษไปรษณีย์  ก็ได้  เดี๋ยวนี้เขาเอาเป็นภารโรงก็ดีแล้ว

.  ฝึกซ้อมการปฏิบัติธรรม  การทำวัตรการสวดมนต์  การบวชชี  การบวชพราหมณ์  การบวชเณรภาคฤดูร้อน  โครงการอะไรต่าง ๆ  เหล่านี้ต้องทำให้มาก

.  นำปวงชนพัฒนาอย่าเดินตามหลังเขาต้อย ๆ  ฟังแต่แนวคิด  เอาแต่โครงการของผู้ใหญ่มาทำโดยที่ตัวเองไม่มีโครงการมันเสียศักดิ์ศรี  เพราะในสังคมไทยเรานั้นยกให้เป็นผู้นำ  ทั้งในคราวตาย  นำเวียนซ้ายขึ้นเชิงตะกอนทั้งในความเป็นอยู่นำดำรงชีวิตจะต้องนำปวงชนพัฒนา  คือก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความมั่นใจ

.  เป็นที่ปรึกษากิจต่าง ๆ  เรื่องผัวเมีย  เรื่องการเงินการทอง  เรื่องสุขภาพร่างกายต้องเป็นที่ปรึกษาในกิจการต่าง ๆ  ของเขาได้บ้าง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้คือบุคลิกลักษณะ

สูตรที่ ๓  คือ มนุษยสัมพันธ์ ๔

.  สนใจเราท่าน

.  การงานยอมรับ

.  ระดับยกย่อง

.  ถูกต้องชื่นชม

สนใจเราท่าน  เราก็คือตัวเรา  อย่ามองแต่ความผิดของคนอื่น  ต้องมองความผิดของเราด้วย อย่ามองแต่ความดีของเรามองความดีของคนอื่นเขาด้วย  คนอื่นเขาก็มีดีเหมือนกัน  ไม่ใช่ผิดแต่เขา เราก็ผิดบ้างเหมือนกัน

การงานยอมรับ  งานวัด  งานคณะสงฆ์  งานโรงเรียน  งานสังคม  งานของแผ่นดินงานหนักต้องเอา  งานเบาต้อสู้  งานหลวงไม่ให้ขาด  งานราษฎร์ไม่ให้เสีย  จะทำอย่างไรจะแบ่งเวลาอย่างไรจะทำใจอย่างไร

ระดับยกย่อง  เมื่อเราบวชใหม่  เราอยู่หางแถว  พอ ๑ ปีผ่านไป  ๒ ปีผ่านไป  เราก็ขึ้นมาอยู่หัวแถวเรื่อย ๆ  ต้องยกระดับของตัวเอง  ด้านภูมิรู้  ด้านภูมิธรรม  ยกระดับขึ้นมาให้สูงขึ้นจนกระทั่งเหมาะสมแก่สถานะของเรา

ถูกต้องชื่นชม  ในหมู่พวกเรานั้น  ใครทำถูกต้องชื่นชมยินดี ผู้บังคับบัญชาทำถูกก็ต้องชื่นชมยินดี  ไม่ใช่นินทาผู้บังคับบัญชาเขาได้ทั้งปีทุกเรื่อง  อย่างนี้ก็ไม่ไหว

สูตรที่    คือ  กลยุทธ์ในการทำงาน ๕ กลยุทธ์ในการทำงาน ๕  เอามาจากสูตรผึ้งน้อย ผึ้งน้อยมีลักษณะ    ประการคือ

.  ขยันทำมาหากิน

.  อย่าบินสูงนัก

.   รักความสะอาด

.  ฉลาดสะสม

.  นิยมความสามัคคี

กลยุทธ์ในการทำงานของคนขยันทำมาหากิน  ก็ได้อยู่ได้กินถมไป

อย่าบินสูงนัก  อย่าหัวสูง  อย่าเย่อหยิ่ง  อย่าจองหอง

รักความสะอาด  อย่ามัวหมองเรื่องผู้หญิง  อย่ามัวหมองเรื่องการเงิน  อย่ามัวหมองเรื่องสิ่งเสพติด  อย่ามัวหมองเรื่องการพนัน  ๔ ตัวแค่นี้ก็สบายแล้ว  นอกจาก  ๔ ตัวนี้ใครเขาจะติดตามจับพระสงฆ์  เขาก็ติดตามอยู่แค่  ๔ ตัวนี้ เรื่องผู้หญิง  เรื่องการเงินเรื่องเหล้า  เรื่องสิ่งเสพติดและก็เรื่องการพนัน  ถ้าไม่คลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้  เขาก็กราบตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่แล้ว

ฉลาดสะสม  ต้องเป็นพระอนุรักษ์สะสมก็คืองานอนุรักษ์  งานอนุรักษ์คู่กับงานสร้างงานสร้างเป็นงานยากแต่ก็มีขอบเขตจำกัด  มันกำหนดได้ว่าใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้ทุนทรัพย์เท่าไหร่  ใช้กำลังคนเท่าไหร่ ส่วนงานอนุรักษ์  งานดูแลรักษานี้ที่เราจะต้องสะสมมรดกทั้งเป็นวัตถุสิ่งของทั้งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม  ทั้งกิจกรรมอะไรต่าง ๆ พระสงฆ์เราจะต้องฉลาดในตัวนี้  งานอนุรักษ์นี้ทำอะไรบ้าง  งานอนุรักษ์นั้นพระสงฆ์เราหรือคนที่จะทำงานด้านอนุรักษ์หรือทำการสะสมจะต้องให้ครบถ้วน ๕ ประการคือ

. ต้องทะนุถนอม

. ต้องดูแลรักษา

. ต้องเก็บงำ

. ต้องเสียดาย

. ต้องขยายผล คือ ทำให้งอกเงย

หลักของการทำงานสะสม หลักการอนุรักษ์จะต้องประกอบไปด้วย ๕ ประการนี้

นิยมความสามัคคี นักพัฒนาต้องหลีกเลี่ยงความโดดเดี่ยว  อย่าเหนื่อยคนเดียวอย่ายากคนเดียว  ถ้าทำคนเดียวเวลาเจ็บมันเจ็บคนเดียว เวลาบ้ามันก็บ้าคนเดียว  ไม่มีใครเขามาช่วยบ้ากับเรา  เพราะฉะนั้นต้องหลีกเลี่ยงความโดดเดี่ยว  ต้องหาแนวร่วม  หาหมู่หาเพื่อนให้มาก ๆ เป้าหมายในการพัฒนาชุมชนไม่ว่าจะเป็นชุมชนชนบทหรือชุมชนแออัด  เราต้องกำหนดเป้าหมายการทำงาน  ทุกอย่างต้องมีเป้าหมายอยู่แล้ว  เช่น  อย่างพระพุทธเจ้า  พระองค์สร้างพระบารมีมาตลอดเวลาสี่อสงไขยกับแสนกัปป์  พระองค์ก็กำหนดเป้าหมายของพระองค์ว่าต้องการโพธิญาณ

เพราะฉะนั้น  ในการทำงาน  การเรียนของเรา  ก็ต้องกำหนดเป้าหมาย  เป้าหมายในการพัฒนาชุมชนไม่ว่าจะเป็นชุมชนชนบทหรือชุมชนแออัด  อยู่ตรงไหนเรากำหนดเป้าหมายว่า  ให้คนรู้จักคิด  รู้จักทำ  รู้จักแก้ปัญหาจนกว่าเขาจะคิดได้  ทำได้  แก้ปัญหาได้  คิดเป็น  ทำเป็น  แก้ปัญหาเป็น  คิดถูก  ทำถูก  แก้ปัญหาถูกด้วยตัวของเขาเอง  นั่นแหละ เรียกว่าบรรลุเป้าหมาย  ถ้าตราบใดเราต้องไปให้รัฐบาลคิดให้  นายอำเภอคิดให้  .. คิดให้  .. คิดให้  ทางราชการทำให้  เมื่อนั้นยังไม่บรรลุเป้าหมาย สิ่งที่ทางราชการทำให้  สิ่งที่  .. ทำให้  สิ่งที่ ส.. ทำให้  มันจะกลายเป็นของหลวง  มันจะกลายเป็นของคนอื่น  เพราะฉะนั้น  จอต้องเข้าให้ถึงจุดนี้ จึงเรียกว่า บรรลุเป้าหมายในการทำงาน

หลวงพ่อแก้ว  วัดธาตุพนม  ท่านกล่าวไว้เฉียบคมมาก  ท่านบอกว่าประชาชนนั้นหรือคือรากแก้ว  เปรียบการพัฒนาเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ให้คุณประโยชน์อะไรต่าง ๆ มากมาย  เราเปรียบประชาชนเหมือนกับรากแก้ว รัฐบาลเพริศแพร้วคือคำต้น  รัฐบาลที่ดีคือลำต้น  ข้าราชการคือกิ่งก้าน  ราชาผลยอดเด่นมองเห็นไกล  องค์พระราชาที่เป็นประมุขแห่งชาติของเรา คือ ยอด  นี้คือองค์กรในการพัฒนา  ที่เรียกว่าองค์กร  คือส่วนใหญ่ ๆ ประชาชนก็คือส่วนประกอบส่วนหนึ่ง  รัฐบาลก็คือส่วนประกอบส่วนหนึ่ง  ข้าราชการก็คือส่วนประกอบส่วนหนึ่ง  สถาบันกษัตริย์ก็คือส่วนประกอบอีกส่วนหนึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

อุปสรรคในการพัฒนาชุมชนนั้นมีอยู่ ๕ ประการ คือ

. ประชาชนยังเกลือกกลั้วอบายมุข

. องค์กรที่จะชี้นำทางภาครัฐ  ภาคเอกชนและองค์กรทางศาสนา  ขาดจิตสำนึกที่จะบริการประชาชน  ข้าราชการก็ยังทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย  พระเจ้าพระสงฆ์ก็มุ่งอดิเรกลาภอยู่  จะสวดทีจะเทศน์ทีก็ต้องมีซองต้องมีค่าตอบแทน  ไม่มีน้ำจิตน้ำใจที่จะบริการประชาชนอย่างแท้จริง

. ประชาชนเองขาดการรู้เรื่องการพัฒนา เช่น  ขาดความรู้เรื่องแหล่งน้ำ  ขาดความรู้เรื่องส้วม  ขาดความรู้เรื่องโรคทางเดินอาหาร  ขาดความรู้เรื่องการอนุรักษ์  ขาดความรู้เรื่องระบบนิเวศน์วิทยา

. กิจกรรมที่พัฒนาไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน  ประชาชนต้องการแหล่งน้ำ ไปสร้างถนนให้  ประชาชนต้องการสถานีอนามัยไปสร้างแหล่งน้ำให้มันไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน

. องค์กรพัฒนาของรัฐและองค์กรอื่น ๆ รวมทั้งองค์กรสงฆ์  องค์กรเอกชน  ยิ่งต่างคนต่างทำไม่มีการประสมประสานใจให้สอดคล้องกันอย่างแท้จริง  โทรศัพท์ขุดถนน พอกลบเสร็จเรียบร้อยแล้วไฟฟ้า มาขุดอีก  พอกลบเสร็จประปามาขุดอีก  อย่างที่เห็นเป็นประจำ  อย่างที่บ้านเมืองเรา  นี่คือองค์กรของรัฐและองค์กรอื่น ๆ  องค์กรอื่น ๆ หมายถึงองค์กรเอกชน  องค์กรทางศาสนายังทำงานบริการประชาชนในลักษณะต่างคนต่างทำ ยังไม่มีการประสมประสานใจ

พอลงไปถามเรื่องงานของรัฐ  พระสงฆ์ก็บอกว่าฉันไม่เข้าใจ  ไม่ใช่งานของฉัน  เป็นงานของปลัดอำเภอ  เป็นงานของพัฒนาการ  เป็นงานของสาธารณสุข  พอเข้าไปถามผุ้บังคับบัญชาก็บอกว่าไม่ใช่งานของผม เป็นงานของพระสงฆ์ท่าน  ผมไม่เข้าใจ  ผมไม่รู้ท่านจะทำอย่างไร ท่านเอาเงินเอาทองมาจากไหน ท่านจะทำอย่างไร  แบบเป็นอย่างไร ผมไม่รู้ไม่เข้าใจ  ต่างคนต่างทำ

อันนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากอยู่ เพราะฉะนั้น  เมื่อเป็นอย่างนี้ผมจึงให้คติในกรทำงานว่า บ้านจะเจริญก่อนคนในบ้านไม่ได้  ต้องคนในบ้านเจริญก่อน  ผลักดันให้บ้านเจริญ  วัดจะเจริญก่อนคนในวัดไม่ได้  ต้องคนในวัดเจริญก่อนแล้วผลักดันให้วัดเจริญ  โรงเรียนจะเจริญก่อนคนในโรงเรียนไม่ได้  ต้องคนในโรงเรียนเจริญก่อน  แล้วผลักดันให้โรงเรียนเจริญ  บ้าน  วัด  โรงเรียน  บ้านเหมือนร่างกาย  วัดเหมือนจิตใจ  โรงเรียนเหมือนมันสมอง  บ้านที่ไม่พัฒนาก็เหมือนกับร่างกายพิการ  วัดที่ไม่พัฒนาก็เหมือนกับจิตใจพิการ  โรงเรียนที่ไม่พัฒนาก็เหมือนกับสมองพิการ  คนเราถ้าร่างกายพิการ  สมองพิการ มันก็จบกันทั้ง ๓ อย่าง

บางทีโรงเรียนพัฒนา  แต่วัดไม่พัฒนา มันสมองดีแต่จิตใจไม่ดี  ไม่มีคุณธรรม  เฉลียวฉลาด  รู้เจนจบไปทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่ว่าคุณธรรมไม่มีเพราะไม่ได้รับการพัฒนาจิตใจ  มันก็ไปไม่รอด  เพราะฉะนั้น  ในชุมชนจะต้องพัฒนาบ้าน  วัด  โรงเรียน  พัฒนาผู้นำทางบ้าน คือ กำนันผู้ใหญ่บ้าน  กรรมการหมู่บ้าน  หัวหน้าคุ้ม  และประชากรที่เป็นส่วนประกอบของคุ้มต่าง ๆ  วัดคือเจ้าอาวาส  องค์กรสงฆ์  พระภิกษุสามเณร  สัตบุรุษ  กรรมการวัด โรงเรียน  ครูใหญ่  นักเรียน  กรรมการการศึกษา  จะต้องมีการพัฒนา  ๓ ส่วน  นี้ไปพร้อม ๆ กัน ทีนี้การที่จะทำงานตัวนี้มันไม่ใช่เป็นของง่ายนัก  เราจะต้องมีแนวทางในการคิด  ในการทำการที่จะทำอะไรต้องมีแนวทาง

จากประสบการณ์การทำงานโดยตรง  ก็นำมาเรียนว่า เราใช้การศึกษาดูงานเป็นการเรียนลัดของคนในชนบท  คนในชุมชนแออัดที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา  ด้อยโอกาสทางการศึกษา  ไม่เหมือนคนอื่นหรือเหมือนกับพวกเรา  เพราะฉะนั้นจึงต้องให้การศึกษาแก่เขาโดยการเรียนลัด  คือศึกษาดูงาน  นำไปศึกษาดูการทำเกษตรผสมผสาน  ศึกษาดูงานการเลี้ยงไก่  นำไปศึกษาดูงาน  นำไปดูการตีมีด  ตีเหล็กที่บ้านอรัญญิก  นำไปดู  ๓ ประสานความคิดผู้นำทางบ้าน  ผู้นำทางวัด  ผู้นำทางโรงเรียน  เราไม่มองข้ามความสำคัญของเขา เราขอเชิญเขามาคิดร่วมกันขอให้แสดงความเห็นด้วยกัน  ต่อปัญหาที่พวกเราประสบกันอยู่ว่ามองเห็นไหม  คิดอย่างไร  หาทางออกอย่างไร  แผนของรัฐบาลเป็นอย่างนี้  แผนของจังหวัดเป็นอย่างนี้  แผนของสภาตำบลเป็นอย่างนี้  เราจะเสนอแผนนั้นโดยนำมาเป็นแผนเฉพาะของเราอย่างไร  ต้องมาผสานความคิดกัน

การประสานความคิดนี้เท่ากับเป็นการให้เกียรติแก่ผู้นำทางบ้าน  ผู้นำทางวัด  ทางโรงเรียน  จะเกิดความรักความเข้าใจผูกพัน  ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  และจะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ถ่ายเททรัพยากรบุคคล  ถ่ายเททุนดำเนินการที่จะพัฒนา  บ้าน  วัด  โรงเรียนออกไป  ติดอุดมการณ์คือตั้งเป้าหมายเอาไว้ให้สูงว่า  บ้านเราจะเอาแค่ไหน จากการศึกษาดูงานจากการประสานความคิดเสร็จแล้วเราพอจะกำหนดได้ว่า  เราจะติดอุดมการณ์แค่ไหน  ปีนี้เราจะทำส้วมให้ได้  ๑๐๐%  มันยังขาดอยู่เท่าไหร่  ยืมเงินผ้าป่า  ยืมเงินกฐินจากวัดไปบริการประชาชนก่อนได้ไหม  ใช้ก่อนไม่สูญเราจะเอามาชดใช้คืน  แต่เอาไปบริการประชาชนก่อนเพี่อให้เห็นน้ำใจว่า  พระสงฆ์เอื้อเฟื้อแก่ประชาชน  นี่คือการติดอุดมการณ์ช่วยกันทำให้เสร็จ  ปรับพื้นฐานความรู้ของประชาชน  ให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาผสมผสานหรือเกณฑ์การพัฒนา  ...  ความสำเร็จเป็นพื้นฐาน     ให้ได้ครบถ้วนทุกประการ  ฟื้นฟูศาสนาและวัฒนธรรม

เรื่องศาสนาหลักธรรมทางพุทธศาสนาของเราจะต้องเอากิจกรรมทางศาสนาเข้าไปบรรจุไว้ในวันอาทิตย์  ในวันสำคัญขึ้นปีใหม่  ในวันเข้าพรรษา  ออกพรรษา  วันตรุษจีน  วันสงกรานต์  นำเอากิจกรรมทางศาสนาเข้าไปในกลุ่มเด็กเล็กก่อนวัยเรียน  ในกลุ่มเด็กในวัยเรียน ในกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาว  กลุ่มพ่อแม่  กลุ่มผู้สูงอายุ  จัดกลุ่มของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำให้มากได้  นำนวัตตกรรมไปปรับใช้นอกจากฟื้นฟูศาสนาและวัฒนธรรม  นวัตตกรรมคืออะไร  นวัตตกรรมคือเทคโนโลยีและวิทยาการในแนวใหม่จะต้องนำเอาไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของเรา  เช่นสไลด์ วีดีโอ เครื่องฉายแผ่นใส  เครื่องขยายเสียง  พวกนี้คือเทคโนโลยี  ที่จะนำเอาไปเป็นส่วนประกอบในการจัดนวัตตกรรมในแนวใหม่เพื่อเร่งเร้าความรู้สึกของประชาชนให้เกิดความสนใจ  อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของพระนักพัฒนา เราจะละเลยเสียมิได้  หรือแม้แต่คุณสมบัติของข้าราชการที่จะทำงานพัฒนาหรือคุณสมบัติของกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้นำชุมชนที่จะเป็นพระนักพัฒนา     คุณสมบัติของคณาจารย์ที่จะเป็นครูนักพัฒนา  คุณสมบัติของหัวหน้าคุ้มที่จะเป็นนักพัฒนาก็ต้องให้พร้อม

เพราะฉะนั้น  ต้องสร้างคุณสมบัติเพียบพร้อม  เตรียมตัวให้พร้อมยึดนโยบายเป็นหลัก  ยึดนโยบายของบ้านเมือง ยึดนโยบายของรัฐบาล  ยึดนโยบายของมหาเถรสมาคม  ยึดนโยบายของสภาจังหวัด  ยึดนโยบายของสภาตำบลเข้าไว้  อย่าสวนทางนโยบาย  เผลอ ๆ ทำไปก็เจ็บตัว หาว่าอย่างโน้นอย่างนี้  ต่าง ๆ นานา ฉะนั้น  ต้องยึดนโยบายเป็นหลัก เราต้องไปทำการสำรวจ  การสำรวจเป็นงานสำคัญมาก ที่เราจะต้องลงไปทำก่อนอื่น  สำรวจสภาพปัญหา  ผมยกตัวอย่างให้เห็น เช่น  เรียงลำดับความสำคัญความจำเป็น

.  แหล่งน้ำเรายังขาดน้ำเป็นอันมาก

.  คมนาคม

.  ผลผลิตต่ำ

.  สุขภาพอนามัย

.  ขาดแคลนความรู้

.  สุขภาพทางจิตใจเสื่อม

แต่ละท้องถิ่นจะมีปัญหาเหล่านี้คล้าย ๆ กัน  แต่ว่าอะไรคือปัญหารีบด่วนของแต่ละท้องถิ่น บางท้องถิ่นอาจจะเรียงเอาข้อ  ๕ ขึ้นไว้ก่อน  ถ้าเรียงข้อ  ๕ ขึ้นไว้ก่อนจะต้องเน้นการจัดหอกระจายข่าว  การจัดห้องสมุด  การจัดกลุ่มพบปะ  ส่งอาสาสมัครส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต  เข้าหาหนุ่มสาว  พระสงฆ์จะต้องอุทิศตนเป็นอาสาสมัครทหารพราน  รบเร็วชนะเร็ว  ถอนตัวเร็ว  อย่าไปอยู่นานเดี๋ยวจะเสียทีเขา  รบให้ชนะเร็ว ๆ  ชนะแล้วก็ถอนตัวออกมาไม่งั้นเกิดปัญหาจะไปสร้างปัญหาใหม่ให้อีก  นี้คือสภาพปัญหาที่ชุมชนเขาประสบอยู่  เราจะต้องลงไปสำรวจให้เห็น  นี่คือยึดนโยบายเป็นหลัก  รักต่อสู้  รับรู้ปัญหา  กล้าหาญเด็ดเดี่ยว  เราจะลงไปทำงานนี้เราต้องกล้าหาญ  อย่าขี้ขลาดอย่าขี้เหนียว  อย่าเห็นแก่ตัว  เป็นไงเป็นกัน  กล้าหาญเด็ดเดี่ยว  เราต้องติดต่อประสานงานกับอำเภอ  ติดต่อกับจังหวัด  ติดต่อประสานกับนักการเมือง  ติดต่อประสานกับองค์กรต่าง ๆ ที่เขามีแหล่งเงินทุน  ความคล่องงานจะทำให้ผู้นำชุมชนเห็นแล้วเกิดศรัทธา  ครูใหญ่เห็นก็เกิดศรัทธา  ผู้ใหญ่บ้านเห็นก็ศรัทธา  หัวหน้าคุ้มเห็นก็ศรัทธา  พอเขามีศรัทธาเราก็เท่านั้นแหละ   ศรัทธาตัวนี้เมื่อมันเรียกร้องได้แล้ว  จะเอาอะไรก็เอาได้  จะขอให้เขามาระดมทุนระดมแรงงานได้ทุกอย่าง

การพัฒนาคนก็ต้องตามพุทธวิธีของพระพุทธเจ้า บรมครูของเราสอนไว้ให้พัฒนาพฤติกรรมให้สะอาดด้วยศีล  พัฒนาสภาพจิตใจให้มั่นคงด้วยสมาธิหลักธรรมกัมมัฏฐาน  เพราะฉะนั้นบัณฑิตทั้งหลายจะต้องไปเข้ากัมมัฏฐานเป็นเดือนสองเดือนยังน้อยไป  คนที่จะออกไปบริการประชาชน  ทหารพลตำรวจ  ตำรวจนายสิบ  จ่า นายร้อยตำรวจ  จะต้องพัฒนาทางจิตเข้ากัมมัฏฐานให้มาก ๆ  ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  การสร้าง  การผลิตข้าราชการออกไปบริการประชาชนไม่ได้เข้ากัมมัฏฐาน เพราะฉะนั้น  หมอจึงหงุดหงิด  พยาบาลจึงหงุดหงิด  ตำรวจก็หงุดหงิด  นักพัฒนา  หรือพัฒนากรเมื่อไปเจออากาศร้อนไปเจอคนพื้นฐานการศึกษาสูงมาติดต่อมาประสานงานพวกเหล่านั้นจึงหงุดหงิด  ที่พึ่งของประชาชนจึงอยู่ที่พระสงฆ์เรา  ซึ่งได้รับการพัฒนาจิตด้วยการทำสมาธิมาดี  แล้วจะต้องเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้เป็นบุญ  เห็นดีเป็นดี  เห็นชั่วเป็นชั่ว  เห็นผิดเป็นผิด  เห็นถูกเป็นถูก  เห็นกงจักรเป็นกงจักร  เห็นดอกบัวเป็นดอกบัว  ถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ  ไม่มีศัตรูหมู่มารมาเบี่ยงเบนความรู้สึกนึกคิดให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  เห็นดอกบัวเป็นกงจักรนั้นเรียกว่าพัฒนาทัศนคติได้ถูกต้อง  โอกาสที่จะพบความสำเร็จ  มีผลงานในการพัฒนาก็ย่อมเป็นไปได้สูง

 




กฎ ระเบียบ ข้อปฏิบัติ

รัฐธรรมนูญ นอร์เวย์
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ
ระเบียบสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ
กฎ ระเบียบ พุทธสมาคมวัด



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
วัดพระพุทธภาสสามัคคีประชาวราราม (Buddhist-samfunnet i Rogaland) Daleveien 13, 4328 SANDNES Norway โทรวัด +47 905 99 907 วัด +47 967 39 938 E-mail : buddhismth@hotmail.com buddhismth@hotmail.com